<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>มัธยมต้น</title>
	<atom:link href="http://study.eduzones.com/middleschool/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://study.eduzones.com/middleschool</link>
	<description>การเรียน ความรู้ มัธยมศึกษาตอนต้น</description>
	<lastBuildDate>Wed, 16 Dec 2009 11:28:04 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>ฮาร์ดแวร์</title>
		<link>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Dec 2009 11:28:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>editor_bow</dc:creator>
				<category><![CDATA[การงานอาชีพ เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[ฮาร์ดแวร์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องไฟฟ้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://study.eduzones.com/middleschool/?p=2777</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อพิจารณาศัพท์คำว่า คอมพิวเตอร์ ถ้าแปลกันตรงตัวตามคำภาษาอังกฤษ จะหมายถึงเครื่องคำนวณ ดังนั้นถ้ากล่าวอย่างกว้าง ๆ เครื่องคำนวณที่มีส่วนประกอบเป็นเครื่องกลไกหรือเครื่องไฟฟ้า ต่างก็จัดเป็นคอมพิวเตอร์ได้ทั้งสิ้น ลูกคิดที่เคยใช้กันในร้านค้า ไม้บรรทัด คำนวณ (slide rule) ซึ่งถือเป็นเครื่องมือประจำตัววิศวกรในยุคยี่สิบปีก่อน หรือเครื่องคิดเลข ล้วนเป็นคอมพิวเตอร์ได้ทั้งหมด ในปัจจุบันความหมายของคอมพิวเตอร์จะระบุเฉพาะเจาะจง หมายถึงเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถทำงานคำนวณผลและเปรียบเทียบค่าตามชุดคำสั่งด้วยความเร็วสูงอย่างต่อเนื่องและอัตโนมัติ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้คำจำกัดความของคอมพิวเตอร์ไว้ค่อนข้างกะทัดรัดว่า เครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ ทำหน้าที่เสมือนสมองกล ใช้สำหรับแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งที่ง่ายและซับซ้อน โดยวิธีทางคณิตศาสตร์ การจำแนกคอมพิวเตอร์ตามลักษณะวิธีการทำงานภายในเครื่องคอมพิวเตอร์อาจแบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<table border="0" width="89%">
<tbody>
<tr>
<td>
<dd>
<div><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>เมื่อพิจารณาศัพท์คำว่า คอมพิวเตอร์ ถ้าแปลกันตรงตัวตามคำภาษาอังกฤษ จะหมายถึงเครื่องคำนวณ ดังนั้นถ้ากล่าวอย่างกว้าง ๆ<span id="more-2777"></span> เครื่องคำนวณที่มีส่วนประกอบเป็นเครื่องกลไกหรือเครื่องไฟฟ้า ต่างก็จัดเป็นคอมพิวเตอร์ได้ทั้งสิ้น ลูกคิดที่เคยใช้กันในร้านค้า ไม้บรรทัด คำนวณ (slide rule) ซึ่งถือเป็นเครื่องมือประจำตัววิศวกรในยุคยี่สิบปีก่อน หรือเครื่องคิดเลข ล้วนเป็นคอมพิวเตอร์ได้ทั้งหมด</span></span></div>
</dd>
<dd>
<div><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>ในปัจจุบันความหมายของคอมพิวเตอร์จะระบุเฉพาะเจาะจง หมายถึงเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถทำงานคำนวณผลและเปรียบเทียบค่าตามชุดคำสั่งด้วยความเร็วสูงอย่างต่อเนื่องและอัตโนมัติ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้คำจำกัดความของคอมพิวเตอร์ไว้ค่อนข้างกะทัดรัดว่า เครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ ทำหน้าที่เสมือนสมองกล ใช้สำหรับแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งที่ง่ายและซับซ้อน โดยวิธีทางคณิตศาสตร์</span></span></div>
</dd>
<dd>
<div><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>การจำแนกคอมพิวเตอร์ตามลักษณะวิธีการทำงานภายในเครื่องคอมพิวเตอร์อาจแบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ</span></span></div>
<blockquote>
<blockquote><dd><a href="http://www.school.net.th/library/snet1/hardware/index0.htm#analog"><img src="http://www.school.net.th/library/snet1/hardware/index_h1.gif" border="0" alt="" width="333" height="25" align="center" /></a> </dd>
<dd><a href="http://www.school.net.th/library/snet1/hardware/index0.htm#digital"><img src="http://www.school.net.th/library/snet1/hardware/index_h2.gif" border="0" alt="" width="333" height="25" align="center" /></a> </dd>
</blockquote>
</blockquote>
</dd>
<dd>
<div><a title="analog" name="analog"></a><span style="font-family: MS Sans Serif"><span><strong><span style="color: #000099">แอนะล็อกคอมพิวเตอร์ (analog computer)</span></strong> เป็นเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้ใช้ค่าตัวเลขเป็นหลักของการคำนวณ แต่จะใช้ค่าระดับแรงดันไฟฟ้าแทน ไม้บรรทัดคำนวณ อาจถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของแอนะล็อกคอมพิวเตอร์ ที่ใช้ค่าตัวเลขตามแนวความยาวไม้บรรทัดเป็นหลักของการคำนวณ โดยไม้บรรทัดคำนวณจะมีขีดตัวเลขกำกับอยู่ เมื่อไม้บรรทัดหลายอันมรประกบรวมกัน การคำนวณผล เช่น การคูณ จะเป็นการเลื่อนไม้บรรทัดหนึ่งไปตรงตามตัวเลขของตัวตั้งและตัวคูณของขีดตัวเลขชุดหนึ่ง แล้วไปอ่านผลคูณของขีดตัวเลขอีกชุดหนึ่งแอนะล็อกคอมพิวเตอร์แบบอิเล็กทรอนิกส์จะใช้หลักการทำนองเดียวกัน โดยแรงดันไฟฟ้าจะแทนขีดตัวเลขตามแนวยาวของไม้บรรทัด</span></span></div>
</dd>
<dd>
<div><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>แอนะล็อกคอมพิวเตอร์จะมีลักษณะเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่แยกส่วนทำหน้าที่เป็นตัวกระทำและเป็นฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ จึงเหมาะสำหรับงานคำนวณทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมที่อยู่ในรูปของสมการคณิตศาสตร์ เช่น การจำลองการบิน การศึกษาการสั่งสะเทือนของตึกเนื่องจากแผ่นดินไหว ข้อมูลตัวแปรนำเข้าอาจเป็นอุณหภูมิความเร็วหรือความดันอากาศ ซึ่งจะต้องแปลงให้เป็นค่าแรงดันไฟฟ้า เพื่อนำเข้าแอนะล็อกคอมพิวเตอร์ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาเป็นแรงดันไฟฟ้าแปรกับเวลาซึ่งต้องแปลงกลับไปเป็นค่าของตัวแปรที่กำลังศึกษา</span></span></div>
</dd>
<dd>
<div><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>ในปัจจุบันไม่ค่อยพบเห็นแอนะล็อกคอมพิวเตอร์เท่าไรนักเพราะผลการคำนวณมีความละเอียดน้อย ทำให้มีขีดจำกัดใช้ได้กับงานเฉพาะบางอย่างเท่านั้น</span></span></div>
</dd>
<dd>
<div><a title="digital" name="digital"></a><span style="font-family: MS Sans Serif"><span><strong><span style="color: #000099">ดิจิทัลคอมพิวเตอร์ (digital computer)</span></strong> คอมพิวเตอร์ที่พบเห็นทั่วไปในปัจจุบัน จัดเป็นดิจิทัลคอมพิวเตอร์แทบทั้งหมด ดิจิทัลคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้งานเกี่ยวกับตัวเลข มีหลักการคำนวณที่ไม่ใช่แบบไม้บรรทัดคำนวณ แต่เป็นแบบลูกคิด โดยแต่และหลักของลูกคิดคือ หลักหน่วย หลักร้อย และสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เป็นระบบเลขฐานสินที่แทนตัวเลขจากศูนย์ถ้าเก้าไปสิบตัวตามระบบตัวเลขที่ใช้ในชีวิตประจำวัน</span></span></div>
</dd>
<dd>
<div><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>ค่าตัวเลขของการคำนวณในดิจิทัลคอมพิวเตอร์จะแสดงเป็นหลักเช่นเดียวกัน แต่จะเป็นระบบเลขฐานสองที่มีสัญลักษณ์ตัวเลขเพียงสองตัว คือเลขศูนย์กับเลขหนึ่งเท่านั้น โดยสัญลักษณ์ตัวเลขทั้งสองตัวนี้ จะแทนลักษณะการทำงานภายในซึ่งเป็นสัญญาณไฟฟ้าที่ต่างกัน การคำนวณภายในดิจิทัลคอมพิวเตอร์จะเป็นการประมวลผลด้วยระบบเลขฐานสองทั้งหมด ดังนั้นเลขฐานสิบที่เราใช้และคุ้นเคยจะถูกแปลงไปเป็นระบบเลขฐานสองเพื่อการคำนวณภายในคอมพิวเตอร์ ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังเป็นเลขฐานสองอยู่ ซึ่งคอมพิวเตอร์จะแปลงเป็นเลขฐานสิบเพื่อแสดงผลให้ผู้ใช้เข้าใจได้ง่าย</span></span></div>
</dd>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กาแฟ</title>
		<link>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9f/</link>
		<comments>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9f/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Dec 2009 11:26:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>editor_bow</dc:creator>
				<category><![CDATA[การงานอาชีพ เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://study.eduzones.com/middleschool/?p=2774</guid>
		<description><![CDATA[Mocha เป็น กาแฟถ้วยโปรดของผู้นิยมช็อคโกแลตทั้งหลายก้นถ้วยจะราดด้วยน้ำเชื่อม ช็อคโกแลตแบบที่ใช้โรยหน้าไอสครีมนิดหน่อย เทเอสเพรสโซ่หนึ่งชอตหรือ หนึ่งออนซ์ลงไป ทับด้วยนมร้อนจนเกือบถึงปากถ้วย แล้วราดด้วยวิปครีม เป็นยอดแหลม โรยหน้าด้วยช็อคโกแลตผง คุณสามารถดัดแปลงทำมอคค่าเย็น ดื่มแก้กระหายได้ เหมาะกับอากาศบ้านเรา Latte เป็นกาแฟพิเศษที่เป็นที่นิยมที่สุดในอเมริกา จะเปรียบไป ลาเต้ก็เหมือนกาแฟใส่นมนั่นเอง คือหนึ่งชอตเอสเพสโซ่ที่ก้นถ้วยตามด้วยนมร้อน จนเกือบถึงปากถ้วยแล้วทับด้วยฟองนมบางๆสูงไม่เกินหนึ่ง กระเบียดหรือบ่อยไป ที่ไม่ใส่ฟองนมเลย ชื่อคาเฟ ลาเต้ คงมาจากการที่มันมีนมเป็นส่วนผสมหลัก เพราะ คำว่าลาเต้นั้นในภาษาอิตาเลี่ยนแปลว่านมนั่นเอง Espresso กาแฟ อันมีรสชาติเข้มข้นและ มีปริมาณน้อยเพียงหนึ่งในหกของกาแฟหนึ่งถ้วยที่เสิร์ฟกันทั่วไป [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>Mocha<br />
เป็น กาแฟถ้วยโปรดของผู้นิยมช็อคโกแลตทั้งหลายก้นถ้วยจะราดด้วยน้ำเชื่อม ช็อคโกแลตแบบที่ใช้โรยหน้าไอสครีมนิดหน่อย<span id="more-2774"></span> เทเอสเพรสโซ่หนึ่งชอตหรือ หนึ่งออนซ์ลงไป ทับด้วยนมร้อนจนเกือบถึงปากถ้วย แล้วราดด้วยวิปครีม เป็นยอดแหลม โรยหน้าด้วยช็อคโกแลตผง คุณสามารถดัดแปลงทำมอคค่าเย็น ดื่มแก้กระหายได้ เหมาะกับอากาศบ้านเรา</p>
<p>Latte</p>
<p>เป็นกาแฟพิเศษที่เป็นที่นิยมที่สุดในอเมริกา จะเปรียบไป ลาเต้ก็เหมือนกาแฟใส่นมนั่นเอง คือหนึ่งชอตเอสเพสโซ่ที่ก้นถ้วยตามด้วยนมร้อน จนเกือบถึงปากถ้วยแล้วทับด้วยฟองนมบางๆสูงไม่เกินหนึ่ง กระเบียดหรือบ่อยไป ที่ไม่ใส่ฟองนมเลย ชื่อคาเฟ ลาเต้ คงมาจากการที่มันมีนมเป็นส่วนผสมหลัก เพราะ คำว่าลาเต้นั้นในภาษาอิตาเลี่ยนแปลว่านมนั่นเอง</p>
<p>Espresso</p>
<p>กาแฟ อันมีรสชาติเข้มข้นและ มีปริมาณน้อยเพียงหนึ่งในหกของกาแฟหนึ่งถ้วยที่เสิร์ฟกันทั่วไป หรือหนึ่งออนซ์ต่อหนึ่งที่ เอสเพรสโซ่จะถูกเตรียมทันทีถ้วยต่อถ้วยเมื่อจะดื่มและ ต้องดื่มให้หมดทันที ดังนั้นเสน่ห์ อีกประการหนึ่งที่ชาวคอกาแฟหลงไหลใน เอสเพรสโซ่ก็คือ การที่เอสเพรสโซ่นั้นจะถูกเตรียมเป็นพิเศษเฉพาะเจาะจง แก่เขาและเธอผู้เดียวเท่านั้นเอง เมื่อรู้ความหมายของคำว่าเอสเพรสโซ่แล้วทีนี้มาดูกันดีกว่า ว่าเครื่องดื่มผสม จากเอสเพรสโซ่ ที่เป็นที่นิยมนั้นมีอะไรบ้างไปคาเฟ่คราวหน้าจะได้ไม่ต้อง (หวานอม) ขมกลืนกับเอสเพรสโซ่ถ้วยจี๊ดอีกต่อไป เครื่องดื่มผสมจากเอสเพรสโซ่หมายถึงกาแฟต่างๆที่นำเอสเพรส โซ่มาผสม กับนม ครีม หรือน้ำร้อนเป็นต้น ตามสัดส่วนต่างๆกันไป กาแฟพิเศษเหล่านี้ จึงไม่เข้มข้นขมปี๋อย่างเพรสโซ่ หากยังคงความหอมเข้ม หวานนวลดั่งน้ำตาล ไหม้ของรสเอสเพรสโซ่อยู่คนส่วนมากจึงชอบ กาแฟพิเศษแบบนี้ไม่ชนิดใดก็ ชนิดหนึ่ง</p>
<p>Cappuccino</p>
<p>คา ปูชิโน่แท้ที่ประกอบด้วยเอสเพรสโซ่ นมร้อน(ราว 150-170 องศาเซลเซียส)และนมที่เป่าจนเป็นฟอง(Foamed Milk) อย่างละหนึ่งส่วน โดยให้ฟองนมอยู่บนสุด ลักษณะของฟอง ที่พูนเป็นยอดอยู่ บนปากถ้วยนี่เองที่เป็นที่มาของชื่อ&#8221;คาปูชิโน่&#8221;เพราะแลดูเหมือนส่วนของจีวร ที่พับมาคลุมศรีษะเป็นเหมือนหมวกของพระคาปูชินในนิกายโรมันคาทอลิก แต่บางตำราก็ว่าชื่อนี้ได้มาจากสี ของกาแฟที่เหมือนสีจีวรของพระคาปูชิน ต่างหาก จะอย่างไรก็ดี ชื่อคาปูชิโน่ได้กลายมาเป็นชื่อเครื่องดื่มประจำใจ ของหลายคนทั่วโลกไปแล้ว อยากจะพูดถึงวิธีชงและองค์ประกอบของคาปูชิโน่นิดหนึ่ง เพราะเคย ได้ ยินถึงความเข้าใจผิดๆมาหลายครั้งครั้งหนึ่งได้ยินบางคนอุทานว่า &#8220;ไม่เอาหล่ะคาปูชิโน่ มีแต่ครีมทั้งนั้น อ้วนตาย&#8221;อันที่จริงคาปูชิโน่มิได้มีส่วน ผสมของครีมอยู่เลยแม้แต่น้อยนิด ที่เห็นเป็นฟองข้างบนอย่าง ล้นหลามนี้ คือฟองนมหรือโฟมมิลค์ที่กล่าวไปแล้วต่างหาก วิธีทำให้เป็นฟองก็แสนง่าย เครื่องเอสเพรสโซ่แทบทุกเครื่องจะมีเครื่องทำนมให้เป็นฟองอยู่ในตัวทั้งนั้น ลักษณะเป็นท่อยาวๆยื่นลงมาเวลาจะทำก็เอานม ใส่ถ้วยโตๆก้นลึกๆจุ่มท่อ นั้นลงไปในนม เปิดปุ่ม เครื่องจะเป่าลมเข้าไปในนมเหมือนเวลาเราตีไข่เจียว ให้ฟูนั้นแหละ จนนมมีฟอง ฟูฟ่อดดีก็ปิดเครื่อง เป็นอันใช้ได้ เวลาจะใช้ก็ ชงเอสเพรสโซ่ใส่รวมกับนมร้อนไว้ ก่อน นมร้อนก็คือนมที่เตรียมไว้จากเครื่อง นั้นแหละ แต่เป็นส่วนที่อยู่ใต้ฟองลงไป ใช้ช้อนกันฟฟองแล้วค่อยๆเทนมร้อน ด้านล่างลงผสมกับเอสเพรสโซ่ แล้วใช้ช้อนตักฟองนมนี้ปูลงบนหน้ากาแฟที่ เตรียมไว้จน ฟูล้นปากแก้วขึ้นมา โรยอบเชย(Cinnamon)เสียหน่อยบนฟอง เป็นอันได้คาปูชิโน่หอมหวลยวลใจแก้วหนึ่ง จะเติมน้ำตาลให้หวานก็ได้ ตามใจผู้ดื่ม ที่จะอ้วนก็ตรงน้ำตาลนี้ หาใช่ที่ครีมไม่เพราะคาปูชิโน่ ที่ไหนๆก็ ไม่มีครีม สมัยนี้มีการประดิษฐ์คิดค้นกาแฟแฟนซีออกมามากมาย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9f/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>น้ำผลไม้ที่ควรดื่มตามกรุ๊ปเลือด</title>
		<link>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Dec 2009 11:24:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>editor_bow</dc:creator>
				<category><![CDATA[การงานอาชีพ เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[กรุ๊ปเลือด]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำผลไม้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://study.eduzones.com/middleschool/?p=2771</guid>
		<description><![CDATA[คนเลือดกรุ๊ปโอ ส่วนมากจะมีกรดในกระเพาะอาหารสูง สามารถย่อยอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ควรกินอาหารจำพวกแป้งมากเกินไป เพราะจะย่อยยาก เสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคอ้วน เครื่องดื่มที่เหมาะกับเลือดกรุ๊ปโอคือ - น้ำสับปะรด -  น้ำลูกพรุน แต่ไม่ควรดื่มน้ำแอปเปิล น้ำส้ม น้ำกะหล่ำปลี เลือดกรุ๊ปเอ เรียกว่าตรงข้ามกับกรุ๊ปโอ แทบจะทุกอย่าง เพราะเลือดกรุ๊ปนี้จะมีกรดในกระเพาะอาหารต่ำ จึงเหมาะกับอาหารมังสวิรัติและควรหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกอาหารสำเร็จรูป ช่น - ไส้กรอก - แฮม เพราะอาหารจำพวกนี้มีสารดินประสิวที่ไปกระตุ้นให้เกิดมะเร็งในกระเพาะอาหาร เครื่องดื่มที่เหมาะสมกับคนเลือดกรุ๊ปเอก็คือ - น้ำแอปพริคอต - [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #ff99cc"><strong>คนเลือดกรุ๊ปโอ</strong><br />
</span> ส่วนมากจะมีกรดในกระเพาะอาหารสูง สามารถย่อยอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ควรกินอาหารจำพวกแป้งมากเกินไป <span id="more-2771"></span>เพราะจะย่อยยาก เสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคอ้วน<br />
<strong>เครื่องดื่มที่เหมาะกับเลือดกรุ๊ปโอคือ</strong><br />
- น้ำสับปะรด<br />
-  น้ำลูกพรุน<br />
แต่ไม่ควรดื่มน้ำแอปเปิล น้ำส้ม น้ำกะหล่ำปลี</p>
<p><strong><span style="color: #99cc00">เลือดกรุ๊ปเอ<br />
</span></strong>เรียกว่าตรงข้ามกับกรุ๊ปโอ แทบจะทุกอย่าง เพราะเลือดกรุ๊ปนี้จะมีกรดในกระเพาะอาหารต่ำ จึงเหมาะกับอาหารมังสวิรัติและควรหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกอาหารสำเร็จรูป ช่น<br />
- ไส้กรอก<br />
- แฮม<br />
เพราะอาหารจำพวกนี้มีสารดินประสิวที่ไปกระตุ้นให้เกิดมะเร็งในกระเพาะอาหาร<br />
<strong>เครื่องดื่มที่เหมาะสมกับคนเลือดกรุ๊ปเอก็คือ</strong><br />
- น้ำแอปพริคอต<br />
- น้ำแคร์รอต<br />
- น้ำเซเลอรี<br />
- น้ำเกรปฟรุต<br />
- น้ำสับปะรด<br />
- น้ำมะนาว<br />
เพราะมี วิตามินซีสูง แต่ไม่ควรดื่มน้ำส้ม น้ำมะละกอ และน้ำมะเขือเทศ</p>
<p><strong><span style="color: #008080">เลือดกรุ๊ปบี</span></strong><br />
เป็นกรุ๊ปเลือดที่สามารถต้านทานโรคมะเร็งและโรคหัวใจได้ แต่ยังมีปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกันของร่างกาย<br />
จึงควรกินอาหารจำพวก<br />
- ผักใบเขียว<br />
-  ตับ<br />
- ไข่<br />
- นมไขมันต่ำ<br />
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญ<br />
- น้ำกะหล่ำปลี<br />
- น้ำแครนเบอร์รี่<br />
- น้ำองุ่น<br />
- น้ำมะละกอ<br />
- น้ำสับปะรด<br />
เป็นเครื่องดื่มที่เหมาะ แต่ให้ระวังการดื่มน้ำมะเขือเทศ<br />
<strong><span style="color: #0000ff">เลือดกรุ๊ปเอบี</span></strong><br />
คนเลือดกรุ๊ปนี้ เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหาร จึงควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินซี เช่น<br />
- บร็อกโคลี่<br />
- เชอร์รี่<br />
- ส้มโอ<br />
- เกรปฟรุต<br />
- กะหล่ำปลี<br />
และดื่มน้ำแคร์รอต<br />
- น้ำเซเลอรี<br />
- น้ำแครนเบอร์รี่<br />
- น้ำองุ่น<br />
- น้ำมะละกอ<br />
เพราะช่วยต้านมะเร็งได้ แต่ไม่ควรดื่มน้ำส้มเพราะทำให้ย่อยยาก</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กำเนิดเครื่องคอมพิวเตอร์</title>
		<link>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Dec 2009 11:23:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>editor_bow</dc:creator>
				<category><![CDATA[การงานอาชีพ เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[คอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องคอมพิวเตอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://study.eduzones.com/middleschool/?p=2768</guid>
		<description><![CDATA[มนุษย์พยายามสร้างเครื่องมือเพื่อช่วยการคำนวณมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว จึงได้พยายามพัฒนาเครื่องมือต่าง ๆ ให้สามารถใช้งานได้ง่ายเพิ่มขึ้นตามลำดับ ซึ่งพอที่จะลำดับเครื่องมือที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมามีดังนี้ ในระยะ 5,000 ปี ที่ผ่านมา มนุษย์เริ่มรู้จักการใช้นิ้วมือและนิ้วเท้าของตนเพื่อช่วยในการคำนวณ และพัฒนาเป็นอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ลูกหิน ประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสตกาล ชาวจีนได้ประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อใช้ในการคำนวณขึ้นมาชนิดหนึ่ง เรียกว่า ลูกคิด (Abacus) ซึ่งถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์ช่วยการคำนวณที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและยังคงใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน พ.ศ. 2158 นักคณิตศาสตร์ชาวสก็อตแลนด์ชื่อ John Napier ได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ที่ใช้ช่วยในการคำนวณขึ้นมาเรียกว่า Napier&#8217;s Bones [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<ul>
<p align="left"><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span>มนุษย์พยายามสร้างเครื่องมือเพื่อช่วยการคำนวณมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว จึงได้พยายามพัฒนาเครื่องมือต่าง ๆ ให้สามารถใช้งานได้ง่ายเพิ่มขึ้นตามลำดับ ซึ่งพอที่จะลำดับเครื่องมือที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมามีดังนี้<span id="more-2768"></span></span></span></span></p>
<li>
<div><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span>ในระยะ 5,000 ปี ที่ผ่านมา มนุษย์เริ่มรู้จักการใช้นิ้วมือและนิ้วเท้าของตนเพื่อช่วยในการคำนวณ และพัฒนาเป็นอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ลูกหิน</span></span></span></div>
</li>
</ul>
<ul>
<li>
<div><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span>ประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสตกาล ชาวจีนได้ประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อใช้ในการคำนวณขึ้นมาชนิดหนึ่ง เรียกว่า ลูกคิด (Abacus) ซึ่งถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์ช่วยการคำนวณที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและยังคงใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน</span></span></span></div>
</li>
</ul>
<ul>
<li>
<div><span style="font-family: MS Sans Serif"><span><span style="color: #000000">พ.ศ. 2158 นักคณิตศาสตร์ชาวสก็อตแลนด์ชื่อ</span><span style="color: #3333ff"> John Napier</span><span style="color: #000000"> ได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ที่ใช้ช่วยในการคำนวณขึ้นมาเรียกว่า </span><span style="color: #cc6600">Napier&#8217;s Bones</span><span style="color: #000000"> เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายกับตารางสูตรคูณในปัจจุบัน</span></span></span></div>
</li>
</ul>
<ul>
<li>
<div><span style="font-family: MS Sans Serif"><span><span style="color: #000000">พ.ศ. 2185 นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ </span><span style="color: #3333ff">Blaise Pascal </span><span style="color: #000000">ได้ออกแบบเครื่องมือช่วยในการคำนวณโดยใช้หลักการหมุนของฟันเฟืองหนึ่งอันถูกหมุนครบ 1 รอบ ฟันเฟืองอีกอันหนึ่งทางด้านซ้ายจะถูกหมุนไปด้วยในเศษ 1 ส่วน 10 รอบ เช่นเดียวกับการทดเลขสำหรับผลการคำนวณจะดูได้ที่ช่องบน และได้ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนเมื่อ พ.ศ. 2188 แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เครื่องมือนี้สามารถใช้ได้ดีในการคำนวณบวกและลบ เท่านั้น ส่วนการคูณและหารยังไม่ดีเท่าไร</span></span></span></div>
</li>
<li>
<div><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span>ในปี 2216 นักปรัชญาชาวเยอรมันชื่อ Gottfried Wilhelm Baronvon Leibnitz ได้ปรับปรุงเครื่องคำนวณของปาสคาล ซึ่งใช้การบวกซ้ำ ๆ กันแทนการคูณเลข จึงทำให้สามารถทำการคูณและหารได้โดยตรง ซึ่งอาศัยการหมุนวงล้อของเครื่องเอง เครื่องคิดเลขที่ไลบนิซ สร้างขึ้นเรียกว่า Leibniz&#8217;s Stepped และยังค้นพบเลขฐานสอง (Binary Number) คือ เลข 0 และเลข 1 ซึ่งเป็นระบบเลขที่เหมาะในการคำนวณ</span></span></span></div>
</li>
</ul>
<ul>
<li>
<div><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span>พ.ศ. 2344 นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Joseph Marie Jacquard ได้พยายามพัฒนาเครืองทอผ้าโดยใช้บัตรเจาะรูในการบันทึกคำสั่งควบคุมเครื่องทอผ้าให้ทำตามแบบที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำให้เกิดการประดิษฐ์เครื่องเจาะบัตร (Punched Card Machine) ในเวลาต่อมา และถือว่าเป็นเครื่องจักรที่ใช้ชุดคำสั่ง (Program) สั่งทำงานเป็นเครื่องแรก</span></span></span></div>
</li>
</ul>
<ul>
<li>
<div><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span>พ.ศ. 2373 Charles Babbage ศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ของอังกฤษ ได้สร้างเครื่องหาผลต่าง (Difference Engine) ซึ่งเป็นเครื่องที่ใช้คำนวณและพิมพ์ตารางทางคณิตศาสตร์อย่างอัตโนมัติ แต่ก็ไม่สำเร็จตามแนวคิด ด้วยข้อจำกัดทางด้านวิศวกรรมในสมัยนั้น แต่ได้พัฒนาเครื่องมือหนึ่งเรียกว่า เครื่องวิเคราะห์ (Analytical Engine) เครื่องนี้ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 4 ส่วน คือ</span></span></span><br />
<strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span>1. ส่วนเก็บข้อมูล</span></span></span></strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span> เป็นส่วนที่ใช้ในการเก็บข้อมูลนำเข้าและผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณ</span></span></span><br />
<strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span>2. ส่วนประมวลผล</span></span></span></strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span> เป็นส่วนที่ใช้ในการประมวลผลทางคณิตศาสตร์</span></span></span><br />
<strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span>3. ส่วนควบคุม</span></span></span></strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span> เป็นส่วนที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างส่วนเก็บข้อมูลและส่วนประมวลผล</span></span></span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span><strong><span style="color: #000000">4. ส่วนรับข้อมูลเข้าและแสดงผลลัพธ์</span></strong><span style="color: #000000"> เป็นส่วนที่ใช้รับข้อมูลจากภายนอกเครื่องเข้าสู่ส่วนเก็บข้อมูลและแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณด้วยเครื่องวิเคราะห์นี้มีลักษณะใกล้เคียงกับส่วนประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน จึงทำให้ Charles Babbage ได้รับการยกย่องให้เป็น </span><span style="color: #3333ff">&#8220;บิดาแห่งคอมพิวเตอร์&#8221;</span></span></span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"></span></div>
</li>
<li>
<div><span style="font-family: MS Sans Serif"><span><span style="color: #000000">พ.ศ. 2385 สุภาพสตรีชาวอังกฤษชื่อ </span><span style="color: #3333ff">Lady Augusta Ada Byron</span><span style="color: #000000"> ได้ทำการแปลเรื่องราวเกี่ยวกับเครื่อง </span><span style="color: #ff6600">Analytical Engine</span><span style="color: #000000"> และได้เขียนขั้นตอนของคำสั่งวิธีใช้เครื่องนี้ให้ทำการคำนวณที่ยุ่งยากซับซ้อนไว้ในหนังสือ Taylor&#8217;s Scientific Memories จึงนับได้ว่า ออกุสต้า เป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก และยังค้นพบอีกว่าชุดบัตรเจาะรูที่บรรจุชุดคำสั่งไว้สามารถนำกลับมาทำงานซ้ำใหม่ได้ถ้าต้องการ นั่นคือหลักการทำงานวนซ้ำ หรือที่เรียกว่า Loop เครื่องมือคำนวณที่ถูกพัฒนาขึ้นในศตวรรษที่ 19 นั้น ทำงานกับเลขฐานสิบ (Decimal Number) แต่เมื่อเริ่มต้นของศตวรรษที่ 20 ระบบคอมพิวเตอร์ได้ถูกพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ จึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงมาใช้เลขฐานสอง (Binary Number)กับระบบคอมพิวเตอร์ ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากหลักของพีชคณิต</span></span></span></div>
</li>
</ul>
<ul>
<li>
<div><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span>พ.ศ. 2397 นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ George Boole ได้สร้างระบบพีชคณิตแบบใหม่ เรียกว่า พีชคณิตบูลลีน (Boolean Algebra)ซึ่งมีประโยชน์มากต่อการออกแบบวงจรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และการออกแบบทางตรรกวิทยาของเครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันด้วย</span></span></span></div>
</li>
</ul>
<ul>
<li>
<div><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span>พ.ศ. 2423 Dr. Herman Hollerith นักสถิติชาวอเมริกันได้ประดิษฐ์เครื่องประมวลผลทางสถิติเครื่องแรก ซึ่งใช้กับบัตรเจาะรู ซึ่งได้ถูกนำมาใช้ในงานสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐอเมริกา เรียกบัตรเจาะรูนี้ว่า บัตรฮอลเลอริท หรือบัตรไอบีเอ็ม เพราะผู้ผลิตคือบริษัท ไอบีเอ็ม</span></span></span></div>
</li>
</ul>
<ul>
<li>
<div><span style="font-family: MS Sans Serif"><span><span style="color: #000000">พ.ศ. 2480 ศาสตราจารย์ Howard Aiken ได้พัฒนาเครื่องคำนวณตามแนวคิดของแบบเบจ ร่วมกับวิศวกรของบริษัท ไอบีเอ็มได้สำเร็จโดยเครื่องจะทำงานแบบเครื่องจักรกลปนไฟฟ้าและใช้บัตรเจาะรูเป็นสื่อในการนำข้อมูลเข้าสู่เครื่องเพื่อทำการประมวลผล เครื่องมือนี้มีชื่อว่า </span><span style="color: #ff6600">MARK I</span><span style="color: #000000"> หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า IBM Automatic Sequence Controlled Calculator และนับเป็นเครื่องคำนวณแบบอัตโนมัติเครื่องแรกของโลก</span></span></span></div>
</li>
</ul>
<ul>
<li>
<div><span style="font-family: MS Sans Serif"><span><span style="color: #000000">พ.ศ. 2486 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ศูนย์วิจัยของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา ต้องการเครื่องคำนวณหาทิศทางและระยะทางในการส่งขีปนาวุธ ซึ่งถ้าใช้เครื่องคำนวณสมัยนั้นจะต้องใช้เวลาถึง 12 ชม.ต่อการยิง 1 ครั้ง ดังนั้น จึงให้ทุนอุดหนุนแก่ John W. Mauchly และ Persper Eckert สร้างคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมา มีชื่อว่า </span><span style="color: #ff6600">ENIAC</span><span style="color: #000000"> (Electronic Numerical Intergrater and Calculator) สำเร็จในปี 2489 โดยนำหลอดสุญญากาศจำนวน 18,000 หลอดมาใช้ในการสร้าง ซึ่งมีข้อดีคือ ทำให้เครื่องมีความเร็วและมีความถูกต้องแม่นยำในการคำนวณมากขึ้น</span></span></span></div>
</li>
</ul>
<ul>
<li>
<div><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span>พ.ศ. 2492 Dr. John Von Neumann ได้พบวิธีการเก็บโปรแกรมไว้ในหน่วยความจำของเครื่องได้สำเร็จ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถุฏพัฒนาขึ้นตามแนวคิดนี้ได้แก่ EDVAC (Electronic Discrete Variable Automatic Computer) และนำมาใช้งานจริงในปี 2494 และในเวลาเดียวกันมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ก็ได้มีการสร้างคอมพิวเตอร์ในลักษณะคล้ายกับเครื่อง EDVAC นี้ และให้ชื่อว่า EDSAC (Electronic Delay Strorage Automatic Calculator) มีลักษณะการทำงานเหมือนกับ EDVAC คือเก็บโปรแกรมไว้ในหน่วยความจำ แต่มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างออกไปคือ ใช้เทปแม่เหล็กในการบันทึกข้อมูลต่อมา ศาสตราจารย์แอคเคิทและมอชลี ได้ร่วมมือกันสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์อีก ชื่อว่า UNIVAC I (Universal Automatic Calculator) ซึ่งผลิตขึ้นมาเพื่อขายหรือเช่า เป็นเครื่องแรกที่ออกสู่ตลาดซึ่งทำให้คอมพิวเตอร์ขยายตัวออกไปในภาคเอกชน และเริ่มมีการซื้อขายคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานกันอย่างแพร่หลาย และวิวัฒนาการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน</span></span></span></div>
</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชนิดของคอมพิวเตอร์</title>
		<link>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Dec 2009 11:22:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>editor_bow</dc:creator>
				<category><![CDATA[การงานอาชีพ เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[คอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[อิเล็กทรอนิกส์]]></category>
		<category><![CDATA[ไมโครชิป]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://study.eduzones.com/middleschool/?p=2765</guid>
		<description><![CDATA[พัฒนาการทางคอมพิวเตอร์ได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จากอดีตเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้หลอดสุญญากาศขนาดใหญ่ ใช้พลังงานไฟฟ้ามาก และอายุการใช้งานต่ำ เปลี่ยนมาใช้ทรานซิสเตอร์ที่ทำจากชินซิลิกอนเล็ก ๆ ใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำ และผลิตได้จำนวนมาก ราคาถูก ต่อมาสามารถสร้างทรานซิสเตอร์จำนวนหลายแสนตัวบรรจุบนชิ้นซิลิกอนเล็ก ๆ เป็นวงจรรวมที่เรียกว่า ไมโครชิป (microchip) และใช้ไมโครชิปเป็นชิ้นส่วนหลักที่ประกอบอยู่ในคอมพิวเตอร์ ทำให้ขนาดของคอมพิวเตอร์เล็กลง ไมโครชิปที่มีขนาดเล็กนี้สามารถทำงานได้หลายหน้าที่ เช่น ทำหน้าที่เป็นหน่วยความจำสำหรับเก็บข้อมูล ทำหน้าที่เป็นหน่วยควบคุมอุปกรณ์รับเข้าและส่งออก หรือทำหน้าที่เป็นหน่วยประมวลผลกลาง ที่เรียกว่า ไมโครโพรเซสเซอร์ ไมโครโพรเซสเซอร์ หมายถึงหน่วยงานหลักในการคิดคำนวณ การบวกลบคูณหาร การเปรียบเทียบ การดำเนินการทางตรรกะ ตลอดจนการสั่งการเคลื่อนข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หน่วยประมวลผลกลางนี้เรียกอีกอย่างว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<table border="0" width="95%">
<tbody>
<tr>
<td>
<dd>
<div><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>พัฒนาการทางคอมพิวเตอร์ได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จากอดีตเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้หลอดสุญญากาศขนาดใหญ่ ใช้พลังงานไฟฟ้ามาก<span id="more-2765"></span> และอายุการใช้งานต่ำ เปลี่ยนมาใช้ทรานซิสเตอร์ที่ทำจากชินซิลิกอนเล็ก ๆ ใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำ และผลิตได้จำนวนมาก ราคาถูก ต่อมาสามารถสร้างทรานซิสเตอร์จำนวนหลายแสนตัวบรรจุบนชิ้นซิลิกอนเล็ก ๆ เป็นวงจรรวมที่เรียกว่า ไมโครชิป (microchip) และใช้ไมโครชิปเป็นชิ้นส่วนหลักที่ประกอบอยู่ในคอมพิวเตอร์ ทำให้ขนาดของคอมพิวเตอร์เล็กลง</span></span></div>
</dd>
<dd>
<div><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>ไมโครชิปที่มีขนาดเล็กนี้สามารถทำงานได้หลายหน้าที่ เช่น ทำหน้าที่เป็นหน่วยความจำสำหรับเก็บข้อมูล ทำหน้าที่เป็นหน่วยควบคุมอุปกรณ์รับเข้าและส่งออก หรือทำหน้าที่เป็นหน่วยประมวลผลกลาง ที่เรียกว่า ไมโครโพรเซสเซอร์ ไมโครโพรเซสเซอร์ หมายถึงหน่วยงานหลักในการคิดคำนวณ การบวกลบคูณหาร การเปรียบเทียบ การดำเนินการทางตรรกะ ตลอดจนการสั่งการเคลื่อนข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หน่วยประมวลผลกลางนี้เรียกอีกอย่างว่า ซีพียู (Central Processing Unit : CPU)</span></span></div>
</dd>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="0" width="95%">
<tbody>
<tr>
<td>
<dd>
<div><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>พัฒนาการทางคอมพิวเตอร์ได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จากอดีตเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้หลอดสุญญากาศขนาดใหญ่ ใช้พลังงานไฟฟ้ามาก และอายุการใช้งานต่ำ เปลี่ยนมาใช้ทรานซิสเตอร์ที่ทำจากชินซิลิกอนเล็ก ๆ ใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำ และผลิตได้จำนวนมาก ราคาถูก ต่อมาสามารถสร้างทรานซิสเตอร์จำนวนหลายแสนตัวบรรจุบนชิ้นซิลิกอนเล็ก ๆ เป็นวงจรรวมที่เรียกว่า ไมโครชิป (microchip) และใช้ไมโครชิปเป็นชิ้นส่วนหลักที่ประกอบอยู่ในคอมพิวเตอร์ ทำให้ขนาดของคอมพิวเตอร์เล็กลง</span></span></div>
</dd>
<dd>
<div><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>ไมโครชิปที่มีขนาดเล็กนี้สามารถทำงานได้หลายหน้าที่ เช่น ทำหน้าที่เป็นหน่วยความจำสำหรับเก็บข้อมูล ทำหน้าที่เป็นหน่วยควบคุมอุปกรณ์รับเข้าและส่งออก หรือทำหน้าที่เป็นหน่วยประมวลผลกลาง ที่เรียกว่า ไมโครโพรเซสเซอร์ ไมโครโพรเซสเซอร์ หมายถึงหน่วยงานหลักในการคิดคำนวณ การบวกลบคูณหาร การเปรียบเทียบ การดำเนินการทางตรรกะ ตลอดจนการสั่งการเคลื่อนข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หน่วยประมวลผลกลางนี้เรียกอีกอย่างว่า ซีพียู (Central Processing Unit : CPU)</span></span></div>
</dd>
<dd></dd>
<dd>
<p align="left"><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>การพัฒนาไมโครชิปที่ทำหน้าที่เป็นไมโครโพรเซสเซอร์มีการกระทำอย่างต่อเนื่องทำให้มีคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ๆ ที่ดีกว่าเกิดขึ้นเสมอ จึงเป็นการยากที่จะจำแนกชนิดของคอมพิวเตอร์ออกมาอย่างชัดเจน เพราะเทคโนโลยีได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว ขีดความสามารถของคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กอาจมีประสิทธิภาพสูงกว่าคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามพอจะจำแนกชนิดคอมพิวเตอร์ตามสภาพการทำงานของระบบเทคโนโลยีที่ประกอบอยู่และสภาพการใช้งานได้ดังนี้</span></span></p>
<blockquote>
<blockquote>
<blockquote>
<p align="left"><strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #800080"><a href="http://www.school.net.th/library/snet1/hardware/index2.htm#micro"><span style="text-decoration: underline">ไมโครค</span>อมพิวเตอร์ (micro computer)</a></span></span></strong><br />
<strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #800080"><a href="http://www.school.net.th/library/snet1/hardware/index2.htm#engi_com">สถานีงานวิศวกรรม (engineering workstation)</a></span></span></strong><br />
<strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #800080"><a href="http://www.school.net.th/library/snet1/hardware/index2.htm#mini_com">มินิคอมพิวเตอร์ (mini computer)</a></span></span></strong><br />
<strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #800080"><a href="http://www.school.net.th/library/snet1/hardware/index2.htm#main_com">เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (mainframe computer)</a></span></span></strong><br />
<strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #800080"><a href="http://www.school.net.th/library/snet1/hardware/index2.htm#sup_com">ซูเปอร์คอมพิวเต<span style="text-decoration: underline">อร์ (super computer)</span></a></span></span></strong></p></blockquote>
</blockquote>
</blockquote>
</dd>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทคโนโลยีการนำข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์</title>
		<link>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%82/</link>
		<comments>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%82/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Dec 2009 11:17:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>editor_bow</dc:creator>
				<category><![CDATA[การงานอาชีพ เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[computer]]></category>
		<category><![CDATA[Input]]></category>
		<category><![CDATA[keyboard]]></category>
		<category><![CDATA[คอมพิวเตอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://study.eduzones.com/middleschool/?p=2762</guid>
		<description><![CDATA[สำหรับงานบางประเภทที่ต้องมีการป้อนข้อมูลเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง เช่น สำนักงานทะเบียนราษฎร หรือสำนักงานประจำสายการบิน งานเกี่ยวกับการป้อนข้อมูลเข้าระบบ  computer  มีความจำเป็นมาก และ เป็น งานที่เสียเวลาและแรงงาน งานป้อนข้อมูลจึงจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าช่วย ทางด้านอุปกรณ์ป้อนข้อมูลเข้า Input แบ่งได้เป็น 5 กลุ่มใหญ่ๆ ซึ่งไม่รวมถึง input ด้วยระบบสื่อสารข้อมูล กลุ่มที่ 1   ได้แก่ กลุ่มที่ป้อนด้วยตัวอักษร นั่นนั่นคือ แป้นพิมพ์ หรือ keyboard ซึ่งจะอ่านตัวอักษรและตัวเลขจากแป้นพิมพ์ตามที่ผู้พิมพ์กด เข้าไปเก็บไว้ใน Computer [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สำหรับงานบางประเภทที่ต้องมีการป้อนข้อมูลเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง เช่น สำนักงานทะเบียนราษฎร<span id="more-2762"></span> หรือสำนักงานประจำสายการบิน งานเกี่ยวกับการป้อนข้อมูลเข้าระบบ  computer  มีความจำเป็นมาก และ เป็น<br />
งานที่เสียเวลาและแรงงาน งานป้อนข้อมูลจึงจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าช่วย<br />
ทางด้านอุปกรณ์ป้อนข้อมูลเข้า Input แบ่งได้เป็น 5 กลุ่มใหญ่ๆ ซึ่งไม่รวมถึง input ด้วยระบบสื่อสารข้อมูล</p>
<p>กลุ่มที่ 1   ได้แก่ กลุ่มที่ป้อนด้วยตัวอักษร นั่นนั่นคือ แป้นพิมพ์ หรือ keyboard ซึ่งจะอ่านตัวอักษรและตัวเลขจากแป้นพิมพ์ตามที่ผู้พิมพ์กด เข้าไปเก็บไว้ใน Computer การป้อนข้อมูลเข้าแบบตัวอักษรอีกแบบหนึ่ง คือประเภทบัตรเจาะรู เครื่องอ่านบัตรเจาะรูจะอ่านเป็นรหัส อักขระตามที่ผู้ใช้เจาะไว้    แต่ปัจจุบันบัตรเจาะรูไม่ได้ใช้กันแล้ว</p>
<p>กลุ่มที่ 2 ได้แก่ กลุ่มที่ป้อนข้อมูลด้วยอุปกรณ์ชี้ตำแหน่ง การป้อนแบบนี้มีลักษณะเป็นการป้อนแบบ Graphic อุปกรณ์ที่เด่นชัดคือ Mouse ปากกาแสง Joystick Trackball</p>
<p>กลุ่มที่ 3 เป็นการอ่านข้อมูลเป็นรูปภาพเข้ามาเก็บใน computer ได้แก่พวก Scanner , OCR หรือเครื่องอ่านตัวอักษรจากภาษาที่แสดง ได้ (ปัจจุบัน OCR ในภาษาอังกฤษได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่ สำหรับภาษาไทย<br />
ยังไม่ประสพผลสำเร็จ) เครื่องอ่านรหัสแถบ (Bar code)</p>
<p>กลุ่มที่ 4 เป็นการป้อนข้อมูลด้วยเสียงได้แก่ระบบการจดจำเสียงพูด (Speech recognition) เป็นระบบทบทวนและตรวจสอบเสียงปัจจุบันยังไม่ได้ผลพอที่จะนำมาใช้งานอย่าง จริงจัง   เนื่องจากเสียงของคนแต่ละคนต่างกัน<br />
แม้แต่คนคนเดียวกันพูดสองครั้งยังไม่เหมือนกัน จึงยังนำมาใช้เป็นมาตรฐานไม่ได้</p>
<p>กลุ่มที่ 5 เป็นกลุ่มที่ป้อนข้อมูลด้วยตัวตรวจจับพิเศษ เช่น Switch, Sensor วัดด้าน อุณหภูมิ ความดัน แล้วเปลี่ยนเป็นสัญญาณอนาลอกเป็น ดิจิตอล การป้อนข้อมูลแบบอัตโนมัตเป็นระบบ ที่ใช้ในการควบคุมเครื่องจักร อุปกรณ์ต่างๆ</p>
<p>แป้นพิมพ์  อุปกรณ์อินพุตขั้นพื้นฐาน<br />
การพิมพ์เป็นเทคโนโลยีที่เก่าแก่เครื่องพิมพ์ดีดเครื่องแรกของโลกมี หลักฐานยืนยันว่ามีผู้ประดิษฐ์มาแล้วเกือบ 300 ปี แต่เครื่องพิมพ์ดีดที่ได้รับการจดทะเบียนและบันทึกหลักฐานไว้โดย เ?นรี่ มีล เมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2257 พัฒนาการของพิมพืดีดก็ก้าวหน้าขึ้นมาเป้นลำดับ ครั้นถึงยุคสมัยอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แป้นพิมพ์ดีดจึงได้รับการนำมา ใช้เป้นอุปกรณ์ ป้อนตัวอักษรให้กับคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ยุคแรกๆโดยเริ่มจากการป้อนผ่านบัตร เจาะรูแล้วให้เครื่องอ่านบัตรเจาะรูอีกครั้งหนึ่ง การป้อนข้อมูลตัวอักขระในยุคแรกจึงเน้นการป้อนข้อมูลเข้าด้วยรหัส ทางบริษัทไอบีเอ็มได้กำหนดรหัสตามโซน<br />
ของรูที่เจาะ ซึ่งเรียกว่ารหัสเอปซีดิกมาจนถึงปัจจุบัน</p>
<p>ความเป็นมาในการหาวิธีป้อนข้อมูลด้วยวิธีอื่น<br />
การสั่งงานคอมพิวเตอร์ด้วยแป้นพิมพ์ตัวอักขระยังสร้างความยุ่งยากต่อผู้ใช้ ในบางเรื่อง เช่น ต้องจดจำข้อความที่เป็นคำสั่ง การป้อนคำสั่งจะต้องใช้ตัวอักษรหลายตัวเรียงต่อเนื่องกัน ทำให้เสียเวลา ระยะหลังจึงมีคนคิดพยายามหา<br />
วิธีการป้อนข้อมูลในรูปแบบอื่น โดยเฉพาะสัญลักษณ์ทางกราฟิก เนื่องจากสามารถสื่อความหมายกับผู้ใช้ได้ดีกว่าตัวอักษรเสียอีก ดังนั้นระบบคอมพิวเตอร์ ในสมัยปัจจุบันจึงหันมาใช้ระบบ GUI-Graphic User Interface กันมาก และมีแนวทางที่จะแพร่หลายต่อไปอีกในโอกาสข้างหน้า<br />
จุดเริ่มต้นของความพยายามหาอุปกรณ์อินพุตมาช่วยงาน โดยเฉพาะในระบบของการติดต่อกับคอมพิวเตอร์มีมากกว่า 30 ปีแล้ว และมีการพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆเป็นลำดับจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังจากปีค.ศ. 1980 เป็นต้นมา มีการพัฒนาอุปกรณ์ช่วยอินพุตแบบต่างๆ ขึ้นมาใช้กันมาก</p>
<p>กระดาษสเก็ตช์เป็นจุดเริ่มต้น<br />
กระดาษสเก็ตช์ถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์อินพุตที่ใช้กับกราฟิกรุ่นแรก จุดเริ่มต้นของกระดาษสเก็ตช์เริ่มจากนายอิเวน อี. ซูเธอร์แลนด์(Ivan E. Sutherland) ได้ออกแบบสร้างขึ้นในขณะที่เขาเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่เอ็มไอทีเมื่อ<br />
ปีค.ศ. 1962 และเสนอวิทยานิพนธ์ด้วยการใช้กระดาษสเก็ตช์เป็นอุปกรณ์อินพุตสำหรับระบบ กราฟิกเพื่อการเขียนรูป ระบบกราฟิกที่ใช้นี้ได้รับการพัฒนาบนเครื่องเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ TX-2 ของเอ็มไอที</p>
<p>ในระหว่างนั้นอุปกรณ์อินพุตที่ใช้กำหนดรูปภาพทางกราฟิกมีให้ใช้แล้วคือ ปากกาแสง แต่ปากกาแสงมีข้อจำกัดคือ ใช้กำหนดจุด การลากเส้น แต่กระดาษสเก็ตช์ยังให้รายละเอียดเพิ่มเติมได้อีก เช่น กำหนดขนาดของเส้น ความสัมพันธ์ของรูปกราฟิก ซูเธอร์แลนด์ได้พัฒนาระบบกราฟิกที่ใช้หลักการของวินโดว์มีการขยายหรือย่อภาพ ได้</p>
<p>เรื่องราวเกี่ยวกับเม้าส์<br />
ช่วงปี ค.ศ. 1950-1960 การใช้อุปกรณ์ชี้ตำแหน่งที่รู้จักกันดีคือปากกาแสง การใช้ปากกาแสงจะต้องชี้ตำแหน่งลงไปบนจอภาพ และต้องยกออกจากจอภพไปมา ทำให้ยุ่งยากต่อการใช้และที่สำคัญคือเทคโนโลยีของปากกาแสงต้องรอให้จอภาพ สแกน<br />
จุดสว่างวิ่งไปทั้งจอเพื่อซิงก์กับตัวรับที่ปากกา จึงต้งอาศัยเทคนิคที่ยุ่งยากซับซ้อนและทำให้มีราคาแพง<br />
ในปี ค.ศ. 1964 Engelbart ได้ทำการทดสอบอุปกรณ์ชี้ตำแหน่งที่มีในขณะนั้น ซึ่งได้แก่ ปากกาแสง จอยสติ๊ก ตลอดจนอุปกรณ์ลากเส้นกราฟที่ต่อกับโพเทนซิโอมิเตอร์ เขาพบว่าอุปกรณ์ชี้ตำแหน่งเหล่านั้นยังใช้งานได้ไม่ดีนักโดยเฉพาะการที่จะ ใช้ชี้ตำแหน่งและลากเส้นบางอย่างไปด้วยกัน พลันเขาก็นึกไปถึงอุปกรณ์ที่เขาใช้ร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นในปี ค.ศ. 1940 ที่ใช้ในการวัดพื้นที่ที่เรียกว่า พลานิมิเตอร์(planimeter) ซึ่งประกอบด้วยแขนสองแขน พร้อมลูกล้อที่ติดกับแขน ลูกล้อนั้นจะเลื่อนหมุนไปตามแกนคือ แกน X และ<br />
แกน Y ในขณะที่เลื่อนปลายแขนไป และหากเขาติดโพเทนซิโอมิเตอรไว้ที่ลูกกลิ้งที่หมุนบอกตำแหน่งแกน X และ แกน Y เขาก็น่าจะทำอุปกรณ์ชี้ตำแหน่งให้กับคอมพิวเตอร์ได้และจุดนี้เองเป็นต้นเหตุ ให้เกิดความคิดในการออกแบบเมาส์ที่มีใช้ในยุคต่อมา<br />
เมาส์ตัวแรกยังมีขนาดใหญ่ เพราะต้องใช้แกนหมุนของโพเทนซิโอมิเตอร์ การหมุนนี้จะเป็นสัดส่วนของการเลื่อนเคอร์เซอร์ไปตามแกน X และแกน Y การเลื่อนเคอร์เซอร์ไปมา<br />
ในระบบคอมพิวเตอร์จึงทำได้ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ก็สามารถควบคุมการทำงาน การตรวจสอบและใช้ในการชี้ตำแหน่งได้ง่าย</p>
<p>หันมาใช้ลูกบอลเล็ก<br />
กลุ่มของ Engelbart ได้พัฒนาเมาส์ต่อไปอีก จนกระทั่งสามารถหาสัดส่วนของการหมุนโพเทนซิโอมิเตอร์กับการเคลื่อนที่จริงบน จอภาพ เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุม และในที่สุดก็ได้พัฒนามาเป็นลูกบอลเล็กๆที่กลิ้งไปมาได้ทุกทิศทาง เพื่อเลื่อนแกนหมุนสองแกนของโพเทนซิโอมิเตอร์<br />
อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังได้มีการพัฒนากลไกให้สามารถใช้งานง่ายขึ้น เช่น ใช้การเปลี่ยนสัญญาณจากอะนาลอกเป็นดิจิตอล การใช้แสงส่องพื้นโดยมีกริดเล็กๆ บอกตำแหน่งการเคลื่อนที่ไปมา เมาส์จึงมีรูปร่างอยางที่เห็น<br />
เมาส์ถูกนำมาประยุกต์จนเป็นที่แพร่หลายอย่างรวดเร็ว เพราะบริษัทซีล็อกซ์ได้พัฒนาระบบ GUI ใช้วินโดว์เมนูในรูปแบบที่ใช้ตัวชี้ตำแหน่งช่วยจึงเป็นจุดขยายตัวของการใช้ เมาส์ หลังจานั้นต่อมาแอปเปิ้ล ลิซ่าและแมคอินทอชก็หันมาใช้เมาส์เป็นอุปกรณ์ประจำสำหรับการใช้ชี้ตำแหน่ง เมาส์จึงได้รับการกล่าวถึงและแพร่หลายคุ้นเคย<br />
กับผู้ใช้เป็นอย่างยิ่ง<br />
ในปัจจุบันเมาส์ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในระบบวินโดว์ ตลอดจนการชี้ตำแหน่งในเวอร์กสเตชัน ในระบบโอเอสทู ระบบไมโครซอฟต์วินโดว์<br />
สงครามปุ่มกด<br />
ในยุคแรกของ SRI ที่ทำการพัฒนาเมาส์ได้กำหนดให้มีปุ่มกด 3 ปุ่มเรียงกัน บริษัทซีล็อกซ์ก็ใช้ปุ่มกด 3 ปุ่มเช่นกัน ในขณะที่เมาส์ของบริษัทแอปเปิ้ลที่เอามาใช้กับเครื่องแมคอินทอชใช้ปุ่มกด เพียงปุ่มเดียว  และจัดเป็นอุปกรณ์อินพุตหลักสำคัญในระบบ<br />
แต่ที่เมาส์ของบริษัทอื่นทั้งหมดที่ใช้กันในขณะนี้ใช้ปุ่มกด 2 หรือ 3 ปุ่ม ลักษณะการกดปุ่มและจะใช้กี่ปุ่มดี จะมีมาตรฐานที่ใช้อย่างไรคงต้องติดตามกันต่อไป ส่วนขนาดและรูปร่างของเมาส์มีขนาด 6 x 10 เซนติเมตร ซึ่งพอเหมาะกับมือของผู้ใช้<br />
นอกจากสงครามปุ่มกดแล้ว สงครามขั้นต่อมาคือลักษณะของวินโดว์และตำแหน่งต่างๆที่ผู้ใช้จะสามารถเชื่อม ติดต่อด้วย ลักษณะของเมนู การทำ Pop หรือ Pull ลักษณะของไดอะลอกที่ใช้ตอบสนองกับผู้ใช้ ตลอดจนรูปร่างของสัญลักษณ์บนจอภาพ<br />
ดิจิไตเซอร์<br />
ดิจิไตเซอร์เป้นชื่อย่อๆของการเรียก ดิจิไตซิ่งแท็บเล็ต ซึ่งเป็นอุปกรณ์อินพุตของไมโครคอมพิวเตอร์ โดยทั่วไปจะประกอบด้วยกระดานหนึ่งแผ่นกับอุปกรณ์ชี้ตำแหน่งบางทีเราเรียกว่า ทรานซดิวเซอร์ กระดานแท็บเล็ตเป็นกระดานเรียบเพื่อใช้เป้นพื้นที่สำหรับการเขียนรูป</p>
<p>บนกระดานแท็บเล็ตจะประกอบด้วยเส้นลวดแนวแกนดิ่งและแนวแกน นอนที่ใช้ในการแทนโคออร์ดิเนตทางแกน X และ Y เส้นลวดภายในตรวจสอบสนามแม่เหล้กที่ส่งออกมา เพื่อเหนี่ยวนำลวดทางแกน X และ Y ชี้บอกตำแหน่ง X,Y<br />
สเปกของดิจิไตซิ่งแท็บเล็ตที่สำคัญ คือความละเอียดของการกำหนดตำแหน่งหรือเรียกว่ารีโซลูชัน ค่าของรีโซลูชันจะเป้นตัวบอกว่าจุดที่อยู่บนกระดานแท็บเล็ตนี้มีระยะห่าง น้อยที่สุดเท่าไดที่จะแยกออกจากกันได้ หากผู้ผลิตใช้ค่ารีโซลูชันเป็น 200 เส้นต่อนิ้ว(lpi) ก็หมายความว่ากระดานขนาด 12 x 12 นิ้ว ค่าความละเอียดของจุดในแนว<br />
แกนทั้งสองจะแสดงจุดได้จากโคออร์ดิเนต 0-2400 หรือค่าความละเอียดบนกระดานแท็บเล็ตนี้เท่ากับ 1/200 นิ้ว<br />
ส่วนค่าความถูกต้อง(accuracy) เป็นค่าที่ใช้บอกความถูกต้องของการตรวจสอบเทียบกับมาตรฐานที่รู้ เช่น การวัดความถูกต้องของผู้ผลิตกำหนดไว้จาก 0.001-0.035 นิ้ว ซึ่งค่าความถูกต้องนี้จะสัมพันธ์กับจำนวนเส้นต่อนิ้ว<br />
การต่อเชื่อมกับคอมพิวเตอร์จะมีส่วนที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งคือ การส่งข้อมูล ซึ่งส่วนใหญ่ต่อเชื่อมแบบอนุกรมและอัตราการส่งคือการสื่อสารที่จะส่งข้อมูล ได้กี่จุดต่อวินาที</p>
<p>การอินพุตด้วยรูปภาพ<br />
รูปที่ใช้ในงานทางด้านคอมพิวเตอร์เป้นจุดเล็กๆเรียงต่อกันแต่ละจุดจะเป็น เพียงจุดขาวดำ หรือมีสัดส่วนความเข้มหรือสี ในปัจจุบันอุปกรณ์ที่เรียกว่าอิมเมจสแกนเนอร์เป็นอุปกรณ์ที่มีราคาไม่แพงนัก สแกนเนอร์ที่ใช้มือถือ(ดูภาพประกอบในรูปที่ 7)อันหนึ่งราคาไม่ถึงหนึ่งหมื่นบาท สแกนเนอร์ชนิดสแกนทีละแผ่นก็เป็นอุปกรณ์อินพุตอย่างหนึ่ง ที่จะอ่านค่าภาพเข้าไปเก็บได้<br />
ภาพที่อ่านได้จะผ่านการกำหนดเป็นจุดของข้อมูล ดังนั้นหากภาพหนึ่งมีรายละเอียดและสแกนเนอร์ให้ความละเอียดได้ 300 จุดต่อนิ้ว ดังนั้นข้อมูลขนาด 12 x 12 นิ้ว จะมีข้อมูลที่ต้องเก็บมากมายมหาศาลเท่ากับ 12 x 12 x 300 x 300           สแกนเนอร์โดยทั่วไปจะเชื่อมต่อกับระบบไมโครคอมพิวเตอร์โดยมีระบบฮาร์ดแวร์ พิเศษควบคุม ทั้งนี้เพราะต้องนำข้อมูลมหาศาลเก็บเข้าไว้ในหน่วยความจำหรือดิสค์ ดังนั้นจึงต้องมีขบวนการดีเอ็มเอพิเศษช่วยประกอบด้วย<br />
จากสแกนเนอร์เมื่อเก็บภาพได้ ภาพที่ได้จะเป็นตัวอักษรและมีซอฟแวร์ที่พัฒนา ขึ้นมาแปรค่าให้เป้นตัวอักษรที่รู้จักกันดี เราเรียกระบบนี้ว่า OCR-Optical Character Reader คือระบบการรู้นำตัวอักษร ระบบนี้กำลังได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นเป็นลำดับ อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ยังมีข้อยุ่งยากทางด้านทฤษฎีและการแปรค่าความถูกต้องของการแปรความ หมาย<br />
อันเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง</p>
<p>บาร์โค้ดหรือรหัสแถบ<br />
บาร์โค้ดหรือรหัสแถบได้รับการพัฒนาานานกว่า 20 ปีแล้ว รหัสแถบนี้ได้รับการประยุกต์ใช้งานในห้างสรรพสินค้า โรงงานอุตสาหกรรม การทหาร อุตสาหกรรมการผลิตการประกันภัย ฮลฮ รหัสแถบนี้เป็นเสมือนสัญลักษณ์ที่ใช้แถบรหัส ซึ่งต้องอาศัยเครื่องอ่านจึงจะแปรค่าตัวเลขหรือตัวอักษรนั้นๆออกมา<br />
รหัสแถบที่ใช้ในยุคต้นๆใช้รหัสที่ชื่อ UPC-Universal Product Code ซึ่งได้รับการศึกษาและออกแบบมากว่า 20 ปีแล้ว และหลังจากนั้นก็มีการเสนอแนวความคิดที่ใช้แถบรหัสเพื่อจุดประสงค์อื่น และเน้นให้มีการถอดรหัสได้ง่ายและไม่ผิดพลาด<br />
ในปัจจุบันความต้องการใช้รหัสแถบมีมากขึ้นจึงต้องมีการสร้างเครื่องถอดรหัส มาใช้ ในซูเปอร์มาเก็ตใช้รหัสแถบที่มีตัวเลข 11 ตัวเพื่อใช้ในการแยกแยะชนิดของสินค้า และเมื่อเครื่องถอดรหัสได้ก็จะมองหาราคาในแฟ้มราคาแล้วพิมพ์รายการหรือรวม ยอดให้<br />
เครื่องถอดรหัสแถบจึงต้องมีจุดมุ่งหมายให้อ่านแถบรหัสและแปรค่าโดยมีความต้องการพิเศษของการใช้รหัสแถบดังนี้</p>
<p>ความเชื่อถือในการอ่านและถอดรหัสให้ถูกต้อง<br />
ต้องลดต้นทุนการพิมพ์รหัสแถบ<br />
สามารถถอดรหัสให้ได้ถึงแม้รหัสจะมีความหนาแน่นของแถบสูง<br />
ต้องทำให้เครื่องอ่านมีราคาถูกลง</p>
<p>รหัสแบบเดลต้าเป็นวิธีที่ง่ายมากโดยการแบ่งเป็นโมดูลย่อยๆ ที่จะกำหนดค่า 0 หรือ 1 โมดูล 1 จะแทน ด้วยช่องว่างสีขาวหรือแถบดำหนึ่งแถบจึงแทนตัวเลข 0 หรือ 1หลายโมดูล ส่วนอีกแบบหนึ่งเราเรียกว่า รหัสความกว้างโดยใช้ความกว้างสองขนาดแทนตัวเลข 0 หรือ 1 ลองพิจารณาจากรูปที่ 8 จะเห็นว่าเราเริ่มที่ 1 ใช้แถบกว้าง แต่ถ้ารหัสตัวต่อมาเป็น 0 ก็จะได้แถบขาวที่แคบกว่า และถ้ามีการเปลี่ยนค่าก็จะเปลี่ยนขนาดด้วย<br />
สิ่งที่สำคัญของการถอดรหัสคือเครื่องสแกนอ่านรหัสแถบจะมีความเร็วในการสแกน ไม่เท่ากัน เช่น เครื่องแสกนที่ใช้มือถือ ดังนั้นจึงต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามอาจต้องหาวิธีการซิงโครไนซ์ เพื่อเป็นตัวกำหนความกว้างในตัวเองเสมือนเป็นสัญญาณนาฬิกา</p>
<p>รู้จักกับรหัส UPC<br />
UPC-Universal Product Code เป็นรหัสที่ใช้ในการแทนรหัสสินค้าที่ใช้ในการแทนรหัสสินค้าที่ใช้ในห้างสรรพ สินค้าของอเมริกันมากว่า 15 ปี แต่ละรหัส<br />
ประกอบด้วยตัวเลข 12 หลัก ตัวเลขแต่ละตัวใช้รหัสแบบ 7 โมดูล โดยมีแถบบาร์ สีดำและขาวอย่างละ 2 แถบ เราจะเรียกการแทนรหส UPC แต่ละตัวว่ารหัส delta(7,2) คือใช้ หลักการเดลต้า 7 โมดูล 2 คู่แถบดำขาว<br />
ตัวเลขแต่ละตัวแบ่งแถบออกมาเป็นบาร์ได้ดังรูป ซึ่งจะเห็นได้ว่าเราแบ่งรหัสตามโมดูลให้มีแถบดำสองแถบและขาวสองแถบอย่างไรก็ ตามการกำหนดรหัสนี้จะ<br />
ต้องคำนึงถึงการอ่านด้วยเพราะจากสภาพการอ่านจริงเราสามารถอ่านแถบจากซ้ายไป ขวาหรือขวาไปซ้ายก็ได้ ดังนั้นรหัสที่แทนตัวเลขทุกตัวจะต้องอ่านได้จากซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้ายโดยไม่ซ้ำกับรหัสอื่น<br />
การแทนรหัส UPC ของตัวเลข 0-9<br />
ซึ่งจากตารางจะเห็นว่าเลขที่ 1แถบรหัสจะเป็น 2,2,2,1 หมายถึงแถบกว้าง 2 หน่วย กลับกัน ถ้าจากซ้ายเป็น 00110001 จะเป็นแถบขาวกว้างสองโมดูล แถบดำสองโมดูล ขางสองโมดูลและดำหนึ่งโมดูล สังเกตว่า 2,2,2,1 เมื่อกลับข้างจากขวาจะเป็นรหัส 1,2,2,2 ซึ่งก็ไม่ไปซ้ำกับรหัสใด ดังนั้นเมื่อเครื่องอ่านย้อนกลับก็ได้รหัส 1,2,2,2<br />
จึงไม่ซ้ำกับรหัสใดที่จะทำให้ผิดพลาดได้<br />
รหัส UPC ที่อยู่ในแถบสินค้าแสดงดังรูปที่ 10 รหัสที่อยู่บน UPC แบ่ง โซนตัวเลขเป็นดังนี้    แถบกำหนดของซ้ายใช้ตัวรหัส 101<br />
ตัวเลข 6 ตัวแบบคี่ (คอลัมน์ซ้ายในตารางที่ 1) เลขหลักแรกแทนประเภทอุตสาหกรรม เช่น<br />
0 เป็นประเภทของชำ<br />
3 เป็นประเภทยา<br />
เลขห้าหลักต่อมาคือรหัสผู้ผลิต<br />
แถบกำหนดกึ่งกลาง (01010)<br />
ตัวเลข 6 ตัวแบบคู่ (คอลัมน์ขวานตารางที่ 1) เลขห้าหลักแทนรหัสชนิดหนึ่งหลักเป็นตัวเลข check digit<br />
นอกจากนี้จังมีการกำหนดรหัสแถบเป็นแบบอื่นอีก เช่น รหัส 128 เป็นรหัสแบบเดลต้า 11 โมดูล 3 คู่แถบแทนรหัสแต่ละตัวได้ 106 ตัว ซึ่งนำมาใช้ในการแทนตัวอักษรเหมือนรหัสแอสกีได้ตารางข้างต้น เป็นตารางที่สรุปถึงรหัสแถบแบบต่างๆ ซึ่งมีวิธีการกำหนดเป็นมาตรฐานตลอดจนการใช้งาน กันในโอกาสต่างๆ เพราะรหัส<br />
UPC แทนได้เฉพาะตัวเลข 0-9 ย่อมไม่เพียงพอจึงต้องมีรูปแบบอย่างอื่นเข้ามาช่วยเสริมรหัสแถบทีใช้ใน ปัจจุบันกำลังพัฒนาไปในด้านการประยุกต์ และจะมีบทบาท<br />
ที่สำคัญในงานต่างๆ อีกมากแม้แต่บัตรเอทีเอ็มก็มีการบันทึกในแถบแม่เหล็กแบบ รหัสแถบอนาคตยังต้องพัฒนาต่อไปด้วยเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาให้ก้าวหน้าเช่น นี้ จะมีอุปกรณ์อินพุตอีกหลายรูปแบบที่นำมาใช้ในงานด้านต่างๆ เช่น OMR-Optical Mark Reader ที่ใช้ในการตรวจสอบ ระบบรับรู้เสียงพูด เป็นต้น<br />
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีหลายอย่างยังคงต้องพัฒนา และมีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้ เช่น การอ่านข้อความให้คอมพิวเตอร์เสมือนการพิมพ์การอ่านภาพ และแปลความหมายในลักษณะที่เรียกว่า image processing ฮลฮ ก็เห็นจะต้องคอยติดตามดูระบบอินพุตที่จะพัฒนาต่อไปว่าจะพัฒนาก้าวหน้าได้สัก เพียงไร</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%82/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์</title>
		<link>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Dec 2009 11:10:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>editor_bow</dc:creator>
				<category><![CDATA[การงานอาชีพ เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[คอมพิวเตอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://study.eduzones.com/middleschool/?p=2759</guid>
		<description><![CDATA[คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่มนุษย์ได้คิดประดิษฐ์ขึ้น เพื่อนำมาเสริมความสามารถของมนุษย์ในด้านการับรู้ การจำ การคำนวณ การเปรียบเทียบตัดสินใจ และการแสดงออก ดังนั้นคอมพิวเตอร์จึงมีโครงสร้างที่ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ให้สามารถทำงานเป็นระบบสนองความต้องการของมนุษย์การประมวลผลข้อมูลของ คอมพิวเตอร์จะประกอบด้วยอุปกรณ์รับเข้า (input device) เพื่อรับข้อมูลและคำสั่งจากผู้ใช้ภายนอกเข้าไปเก็บอยู่ในอุปกรณ์เก็บข้อมูล หรือหน่วยความจำหลัก (main memory) คำสั่งที่เก็บในส่วนความจำหลักจะถูกนำไปตีความ และสั่งทำงานที่หน่วยประมวลผลกลาง ที่เรียกว่า ซีพียู ซึ่งเป็นหัวใจของการทำงานในคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่คำนวณและเปรียบเทียบข้อมูล ที่เก็บในหน่วยความจำหลัก ผลจากการคำนวณหรือประมวลผลจะนำกลับไปเก็บยังหน่วยความจำหลัก และพร้อมที่จะนำออกแสดงที่อุปกรณืส่งออก (output device) กลับไปสู่ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ต่อไป ดังนั้นระบบคอมพิวเตอร์ประกอบด้วย ซีพียู หน่วยความจำ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่มนุษย์ได้คิดประดิษฐ์ขึ้น เพื่อนำมาเสริมความสามารถของมนุษย์ในด้านการับรู้ การจำ การคำนวณ<span id="more-2759"></span> การเปรียบเทียบตัดสินใจ และการแสดงออก ดังนั้นคอมพิวเตอร์จึงมีโครงสร้างที่ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ให้สามารถทำงานเป็นระบบสนองความต้องการของมนุษย์การประมวลผลข้อมูลของ คอมพิวเตอร์จะประกอบด้วยอุปกรณ์รับเข้า (input device) เพื่อรับข้อมูลและคำสั่งจากผู้ใช้ภายนอกเข้าไปเก็บอยู่ในอุปกรณ์เก็บข้อมูล หรือหน่วยความจำหลัก (main memory) คำสั่งที่เก็บในส่วนความจำหลักจะถูกนำไปตีความ และสั่งทำงานที่หน่วยประมวลผลกลาง ที่เรียกว่า ซีพียู ซึ่งเป็นหัวใจของการทำงานในคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่คำนวณและเปรียบเทียบข้อมูล ที่เก็บในหน่วยความจำหลัก ผลจากการคำนวณหรือประมวลผลจะนำกลับไปเก็บยังหน่วยความจำหลัก และพร้อมที่จะนำออกแสดงที่อุปกรณืส่งออก (output device) กลับไปสู่ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ต่อไป ดังนั้นระบบคอมพิวเตอร์ประกอบด้วย ซีพียู หน่วยความจำ อุปกรณ์รับเข้า และอุปกรณ์ส่งออก</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คีย์บอร์ด ﻿</title>
		<link>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b8%84%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%94-%ef%bb%bf/</link>
		<comments>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b8%84%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%94-%ef%bb%bf/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Dec 2009 11:09:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>editor_bow</dc:creator>
				<category><![CDATA[การงานอาชีพ เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[คอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[คีย์บอร์ด ﻿]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://study.eduzones.com/middleschool/?p=2756</guid>
		<description><![CDATA[เป็นอุปกรณ์รับเข้าพื้นฐานที่ต้องมีในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะรับข้อมูลจากการกดแป้นแล้วทำการเปลี่ยนเป็นรหัสเพื่อส่งต่อไปให้กับคอมพิวเตอร์ แป้นพิมพ์ที่ใช้ในการป้อนข้อมูลจะมีจำนวนตั้งแต่ 50 แป้นขึ้นไป แผงแป้นอักขระส่วนใหญ่มีแป้นตัวเลขแยกไว้ต่างหาก เพื่อทำให้การป้อนข้อมูลตัวเลขทำได้ง่ายและสะดวกขึ้น การวางตำแหน่งแป้นอักขระ จะเป็นไปตามมาตรฐานของระบบพิมพ์สัมผัสของเครื่องพิมพ์ดีด ที่มีการใช้แป้นยกแคร่ (shift) เพื่อทำให้สามารถใช้พิมพ์ได้ทั้งตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็ก ซึ่งระบบรับรหัสตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ใช้ในทางคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะเป็นรหัส 7 หรือ 8 บิต กล่าวคือ เมื่อมีการกดแป้นพิมพ์ แผงแป้นอักขระจะส่งรหัสขนาด 7 หรือ 8 บิต นี้เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ เมื่อนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้งานพิมพ์ภาษาไทยจึงต้องมีการดัดแปลงแผงแป้นอักขระให้สามารถใช้งานได้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย กลุ่มแป้นที่ใช้พิมพ์ตัวอักษรภาษาไทยจะเป็นกลุ่มแป้นเดียวกับภาษาอังกฤษ แต่จะใช้แป้นพิเศษแป้นหนึ่งทำหน้าที่สลับเปลี่ยนการพิมพ์ภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษภายใต้การควบคุมของซอฟต์แวร์อีกชั้นหนึ่ง แผงแป้นอักขระสำหรับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ตระกูลไอบีเอ็มที่ผลิตออามารุ่นแรก ๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<table border="0" width="89%">
<tbody>
<tr>
<td>
<dd><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>เป็นอุปกรณ์รับเข้าพื้นฐานที่ต้องมีในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะรับข้อมูลจากการกดแป้นแล้วทำการเปลี่ยนเป็นรหัสเพื่อส่งต่อไปให้กับคอมพิวเตอร์ <span id="more-2756"></span>แป้นพิมพ์ที่ใช้ในการป้อนข้อมูลจะมีจำนวนตั้งแต่ 50 แป้นขึ้นไป แผงแป้นอักขระส่วนใหญ่มีแป้นตัวเลขแยกไว้ต่างหาก เพื่อทำให้การป้อนข้อมูลตัวเลขทำได้ง่ายและสะดวกขึ้น</span></span> </dd>
<dd><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>การวางตำแหน่งแป้นอักขระ จะเป็นไปตามมาตรฐานของระบบพิมพ์สัมผัสของเครื่องพิมพ์ดีด ที่มีการใช้แป้นยกแคร่ (shift) เพื่อทำให้สามารถใช้พิมพ์ได้ทั้งตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็ก ซึ่งระบบรับรหัสตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ใช้ในทางคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะเป็นรหัส 7 หรือ 8 บิต กล่าวคือ เมื่อมีการกดแป้นพิมพ์ แผงแป้นอักขระจะส่งรหัสขนาด 7 หรือ 8 บิต นี้เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ </span></span> </dd>
<dd><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>เมื่อนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้งานพิมพ์ภาษาไทยจึงต้องมีการดัดแปลงแผงแป้นอักขระให้สามารถใช้งานได้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย กลุ่มแป้นที่ใช้พิมพ์ตัวอักษรภาษาไทยจะเป็นกลุ่มแป้นเดียวกับภาษาอังกฤษ แต่จะใช้แป้นพิเศษแป้นหนึ่งทำหน้าที่สลับเปลี่ยนการพิมพ์ภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษภายใต้การควบคุมของซอฟต์แวร์อีกชั้นหนึ่ง </span></span> </dd>
<dd><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>แผงแป้นอักขระสำหรับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ตระกูลไอบีเอ็มที่ผลิตออามารุ่นแรก ๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 2524 จะเป็นแป้นรวมทั้งหมด 83 แป้น ซึ่งเรียกว่า แผงแป้นอักขระพีซีเอ็กซ์ที ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 บริษัทไอบีเอ็มได้ปรับปรุงแผงแป้นอักขระ กำหนดสัญญาณทางไฟฟ้าของแป้นขึ้นใหม่ จัดตำแหน่งและขนาดแป้นให้เหมาะสมดียิ่งขึ้น โดยมีจำนวนแป้นรวม 84 แป้น เรียกว่า แผงแป้นอักขระพีซีเอที และในเวลาต่อมาก็ได้ปรับปรุงแผงแป้นอักขระขึ้นพร้อม ๆ กับการออกเครื่องรุ่น PS/2 โดยใช้สัญญาณทางไฟฟ้า เช่นเดียวกับแผงแป้นอักขระรุ่นเอทีเดิม และเพิ่มจำนวนแป้นอีก 17 แป้น รวมเป็น 101 แป้น </span></span> </dd>
<dd><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>การเลือกซื้อแผงแป้นอักขระควรพิจารณารุ่นใหม่ที่เป็นมาตรฐานและสามารถใช้ได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ </span></span> </dd>
<dd><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>สำหรับเครื่องขนาดกระเป๋าหิ้วไม่ว่าจะเป็นแล็ปท็อปหรือโน้ตบุ๊ค ขนาดของแผงแป้นอักขระยังไม่มีการกำหนดมาตรฐาน เพราะผู้ผลิตต้องการพัฒนาให้เครื่องมีขนาดเล็กลงโดยลดจำนวนแป้นลง แล้วใช้แป้นหลายแป้นพร้อมกันเพื่อทำงานได้เหมือนแป้นเดียว</span></span> </dd>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b8%84%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%94-%ef%bb%bf/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เมาส์ ﻿</title>
		<link>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b9%8c-%ef%bb%bf/</link>
		<comments>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b9%8c-%ef%bb%bf/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Dec 2009 11:07:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>editor_bow</dc:creator>
				<category><![CDATA[การงานอาชีพ เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[ซอฟต์แวร์]]></category>
		<category><![CDATA[รูปกราฟิก]]></category>
		<category><![CDATA[เมาส์ ﻿]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://study.eduzones.com/middleschool/?p=2753</guid>
		<description><![CDATA[ซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ที่พัฒนาในระยะหลัง ๆ นี้ สามารถติดต่อกับผู้ใช้โดยการใช้รูปกราฟิกแทนคำสั่ง มีการใช้งานเป็นช่วงหน้าต่างและเลือกรายการหรือคำสั่งด้วยภาพ หรือสัญรูป (icon) อุปกรณ์รับเข้าที่นิยมใช้จึงเป็นอุปกรณ์ประเภทตัวชี้ที่เรียกว่า เมาส์เมาส์เป็นอุปกรณ์ที่ให้ความรู้สึกที่ดีต่อการใช้งาน ช่วยให้การใช้งานง่ายขึ้นด้วยการใช้เมาส์เลื่อนตัวชี้ไปยังตำแหน่งต่าง ๆ บนจอภาพ ในขณะที่สายตาจับอยู่ที่จอภาพก็สามารถใช้มือลากเมาส์ไปมาได้ ระยะทางและทิศทางของตัวชี้จะสัมพันธ์และเป็นไปในแนวทางเดียวกับการเลื่อนเมาส์ เมาส์แบ่งได้เป็นสองแบบคือ แบบทางกลและแบบใช้เแสง แบบทางกลเป็นแบบที่ใช้ลูกกลิ้งกลม ที่มีน้ำหนักและแรงเสียดทานพอดี เมื่อเลื่อนเมาส์ไปในทิศทางใดจะทำให้ลูกกลิ้งเคลื่อนไปมาในทิศทางนั้น ลูกกลิ้งจะทำให้กลไกซึ่งทำหน้าที่ปรับแกนหมุนในแกน X และแกน Y แล้วส่งผลไปเลื่อนตำแหน่งตัวชี้บนจอภาพ เมาส์แบบทางกลนี้มีโครงสร้างที่ออกแบบได้ง่าย มีรูปร่างพอเหมาะมือ ส่วนลูกกลิ้งจะต้องออกแบบให้กลิ้งได้ง่ายและไม่ลื่นไถล สามารถควบคุมความเร็วได้อย่างต่อเนื่องสัมพันธ์ระหว่างทางเดินของเมาส์และจอภาพ เมาส์แบบใช้แสงอาศัยหลักการส่งแสงจากเมาส์ลงไปบนแผ่นรองเมาส์ (mouse [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<table border="0" width="89%">
<tbody>
<tr>
<td>
<dd><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>ซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ที่พัฒนาในระยะหลัง ๆ นี้ สามารถติดต่อกับผู้ใช้โดยการใช้รูปกราฟิกแทนคำสั่ง มีการใช้งานเป็นช่วงหน้าต่าง<span id="more-2753"></span>และเลือกรายการหรือคำสั่งด้วยภาพ หรือสัญรูป (icon) อุปกรณ์รับเข้าที่นิยมใช้จึงเป็นอุปกรณ์ประเภทตัวชี้ที่เรียกว่า เมาส์เมาส์เป็นอุปกรณ์ที่ให้ความรู้สึกที่ดีต่อการใช้งาน ช่วยให้การใช้งานง่ายขึ้นด้วยการใช้เมาส์เลื่อนตัวชี้ไปยังตำแหน่งต่าง ๆ บนจอภาพ ในขณะที่สายตาจับอยู่ที่จอภาพก็สามารถใช้มือลากเมาส์ไปมาได้ ระยะทางและทิศทางของตัวชี้จะสัมพันธ์และเป็นไปในแนวทางเดียวกับการเลื่อนเมาส์</span></span> </dd>
<dd><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>เมาส์แบ่งได้เป็นสองแบบคือ แบบทางกลและแบบใช้เแสง แบบทางกลเป็นแบบที่ใช้ลูกกลิ้งกลม ที่มีน้ำหนักและแรงเสียดทานพอดี เมื่อเลื่อนเมาส์ไปในทิศทางใดจะทำให้ลูกกลิ้งเคลื่อนไปมาในทิศทางนั้น ลูกกลิ้งจะทำให้กลไกซึ่งทำหน้าที่ปรับแกนหมุนในแกน X และแกน Y แล้วส่งผลไปเลื่อนตำแหน่งตัวชี้บนจอภาพ เมาส์แบบทางกลนี้มีโครงสร้างที่ออกแบบได้ง่าย มีรูปร่างพอเหมาะมือ ส่วนลูกกลิ้งจะต้องออกแบบให้กลิ้งได้ง่ายและไม่ลื่นไถล สามารถควบคุมความเร็วได้อย่างต่อเนื่องสัมพันธ์ระหว่างทางเดินของเมาส์และจอภาพ เมาส์แบบใช้แสงอาศัยหลักการส่งแสงจากเมาส์ลงไปบนแผ่นรองเมาส์ (mouse pad) </span></span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span> แผ่นรองเมาส์ซึ่งเป็นตาราง (grid) ตามแนวแกน X  และ Y เมื่อเลื่อนตัวเมาส์เคลื่อนไปบนแผ่นตารางรองเมาส์ก็จะมีแสงตัดผ่านตารางและสะท้อนขึ้นมาทำให้ทราบตำแหน่งที่ลากไปเมาส์แบบนี้ไม่ต้องใช้ลูกกลิ้งกลม แต่ต้องใช้แผ่นตารางรองเมาส์พิเศษ การใช้เมาส์จะเป็นการเลื่อนเมาส์เพื่อควบคุมตัวชี้บนจอภาพไปยังตำแหน่งที่ต้องการแล้วทำการยืนยันด้วยการกดปุ่มเมาส์ ปุ่มกดบนเมาส์มีความแตกต่างกัน สำหรับเครื่องแมคอินทอช ปุ่มกดเมาส์จะมีปุ่มเดียว แต่เมาส์ที่ใช้กับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ตระกูลไอบีเอ็มส่วนใหญ่จะมี 2 ปุ่ม โดยทั่วไปปุ่มทางซ้ายใช้เพื่อยืนยันการเลือกรายการและปุ่มทางขวาเป็นการยกเลิกรายการ เมาส์บางยี้ห้ออาจเป็นแบบ 3 ปุ่ม ซึ่งเราไม่ค่อยพบในเครื่องระดับพีซี ส่วนใหญ่จะเป็นเมาส์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นสถานีงานวิศวกรรม การเลือกซื้อเมาส์ควรพิจาณาจำนวนปุ่มให้ตรงกับความต้องการของซอฟต์แวร์ ในระดับเครื่องพีซีแนะนำให้ใช้เมาส์แบบสองปุ่มเพราะซอฟต์แวร์เกือบทั้งหมดสนับสนุนใช้งานเมาส์ประเภทนี้</span></span> </dd>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b9%8c-%ef%bb%bf/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สแกนเนอร์ (Scanner) ﻿</title>
		<link>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b8%aa%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-scanner-%ef%bb%bf/</link>
		<comments>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b8%aa%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-scanner-%ef%bb%bf/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Dec 2009 11:05:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>editor_bow</dc:creator>
				<category><![CDATA[การงานอาชีพ เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[Scanner]]></category>
		<category><![CDATA[คอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[สแกนเนอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://study.eduzones.com/middleschool/?p=2750</guid>
		<description><![CDATA[สแกนเนอร์ คืออุปกรณ์ซึ่งจับภาพและเปลี่ยนแปลงภาพจากรูปแบบของแอนาลอกเป็นดิจิตอลซึ่งคอมพิวเตอร์ สามารถแสดง, เรียบเรียง, เก็บรักษาและผลิตออกมาได้ ภาพนั้นอาจจะเป็นรูปถ่าย, ข้อความ, ภาพวาด หรือแม้แต่วัตถุสามมิติ สามารถใช้สแกนเนอร์ทำงานต่างๆได้ดังนี้ &#8211; ในงานเกี่ยวกับงานศิลปะหรือภาพถ่ายในเอกสาร &#8211; บันทึกข้อมูลลงในเวิร์ดโปรเซสเซอร์ &#8211; แฟ็กเอกสาร ภายใต้ดาต้าเบส และ เวิร์ดโปรเซสเซอร์ &#8211; เพิ่มเติมภาพและจินตนาการต่าง ๆ ลงไปในผลิตภัณฑ์สื่อโฆษณาต่าง ๆ โดยพื้นฐานการทำงานของสแกนเนอร์, ชนิดของสแกนเนอร์ และความสามารถในการทำงานของสแกนเนอร์แบ่งออกได้ดังต่อไปนี้ ชนิดของเครื่องสแกนเนอร์ สแกนเนอร์สามารถจัดแบ่งตามลักษณะทั่วๆ ไป [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-family: MS Sans Serif"><span><span style="color: #000000"> </span><strong><span style="color: #cc0000">สแกนเนอร์ </span></strong><span style="color: #000000">คืออุปกรณ์ซึ่งจับภาพและเปลี่ยนแปลงภาพจากรูปแบบของแอนาลอกเป็นดิจิตอลซึ่งคอมพิวเตอร์ สามารถแสดง, เรียบเรียง, เก็บรักษาและผลิตออกมาได้ ภาพนั้นอาจจะเป็นรูปถ่าย, ข้อความ, ภาพวาด<span id="more-2750"></span> หรือแม้แต่วัตถุสามมิติ สามารถใช้สแกนเนอร์ทำงานต่างๆได้ดังนี้</span></span></span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span> &#8211; ในงานเกี่ยวกับงานศิลปะหรือภาพถ่ายในเอกสาร</span></span></span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span> &#8211; บันทึกข้อมูลลงในเวิร์ดโปรเซสเซอร์</span></span></span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span> &#8211; แฟ็กเอกสาร ภายใต้ดาต้าเบส และ เวิร์ดโปรเซสเซอร์</span></span></span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span> &#8211; เพิ่มเติมภาพและจินตนาการต่าง ๆ ลงไปในผลิตภัณฑ์สื่อโฆษณาต่าง ๆ</span></span></span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span> โดยพื้นฐานการทำงานของสแกนเนอร์, ชนิดของสแกนเนอร์ และความสามารถในการทำงานของสแกนเนอร์แบ่งออกได้ดังต่อไปนี้</span></span></span></p>
<p><strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #cc0000"><span>ชนิดของเครื่องสแกนเนอร์</span></span></span></strong><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span> สแกนเนอร์สามารถจัดแบ่งตามลักษณะทั่วๆ ไป ได้ 2 ชนิด คือ</span></span></span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span> Flatbed scanners, ซึ่งใช้สแกนภาพถ่ายหรือภาพพิมพ์ต่าง ๆ สแกนเนอร์ ชนิดนี้มีพื้นผิวแก้วบนโลหะที่เป็นตัวสแกน เช่น ScanMaker III Transparency and slide scanners, ซึ่งถูกใช้สแกนโลหะโปร่ง เช่น ฟิล์มและ สไลด์</span></span></span></p>
<p><strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #cc0000"><span>การทำงานของสแกนเนอร์</span></span></span></strong><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span> การจับภาพของสแกนเนอร์ ทำโดยฉายแสงบนเอกสารที่จะสแกน แสงจะผ่านกลับไปมาและภาพ จะถูกจับโดยเซลล์ที่ไวต่อแสง   เรียกว่า charge-couple device หรือ CCD ซึ่งโดยปกติพื้นที่มืดบน กระดาษจะสะท้อนแสงได้น้อยและพื้นที่ที่สว่างบนกระดาษจะสะท้อนแสงได้มากกว่า CCD จะสืบหาปริมาณแสงที่สะท้อนกลับ</span></span></span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span>จากแต่ละพื้นที่ของภาพนั้น และเปลี่ยนคลื่นของแสงที่สะท้อน กลับมาเป็นข้อมูลดิจิตอล  หลังจากนั้นซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับการสแกนภาพก็จะแปลงเอาสัญญาณเหล่านั้นกลับมาเป็นภาพ บนคอมพิวเตอร์อีกทีหนึ่ง</span></span></span></p>
<p><strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #cc0000"><span>สิ่งที่จำเป็นสำหรับการสแกนภาพมีดังนี้</span></span></span></strong><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span> &#8211; สแกนเนอร์</span></span></span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span> &#8211; สาย SCSI สำหรับต่อจากสแกนเนอร์ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์</span></span></span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span> &#8211; ซอฟต์แวร์สำหรับการสแกนภาพ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของสแกนเนอร์ให้ สแกนภาพตามที่กำหนด</span></span></span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span> &#8211; สแกนเอกสารเก็บไว้เป็นไฟล์ที่นำกลับมาแก้ไขได้อาจต้องมีซอฟต์แวร์ที่สนับสนุนด้าน OCR</span></span></span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span> &#8211; จอภาพที่เหมาะสมสำหรับการแสดงภาพที่สแกนมาจากสแกนเนอร์</span></span></span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span> &#8211; เครื่องมือสำหรับแสดงพิมพ์ภาพที่สแกน เช่น เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์หรือสไลด์โปรเจคเตอร์</span></span></span></p>
<p><strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #cc0000"><span>ประเภทของภาพที่เกิดจากการสแกน  แบ่งเป็นประเภทดังนี้</span></span></span></strong><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span><span style="color: #000000"> </span><span style="color: #cc0000">1. ภาพ Single Bit</span></span></span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span> ภาพ Single Bit เป็นภาพที่มีความหยาบมากที่สุดใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูล น้อยที่สุดและ นำมาใช้ประโยชน์อะไรไ่ม่ค่อยได้ แต่ข้อดีของภาพประเภทนี้คือ ใช้ทรัพยากรของเครื่องน้อยที่สุดใช้พื้นที่ ในการเก็บข้อมูลน้อยที่สุด ใช้ระยะเวลาในการสแกนภาพน้อยที่สุด Single-bit แบ่งออกได้สองประเภทคือ</span></span></span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span> &#8211; Line Art ได้แก่ภาพที่มีส่วนประกอบเป็นภาพขาวดำ ตัวอย่างของภาพพวกนี้ ได้แก่ ภาพที่ได้จากการสเก็ต</span></span></span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span> &#8211; Halftone ภาพพวกนี้จะให้สีที่เป็นโทนสีเทามากกว่า แต่โดยทั่วไปยังถูกจัดว่าเป็นภาพประเภท Single-bit เนื่องจากเป็นภาพหยาบๆ</span></span></span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span><span style="color: #000000"> </span><span style="color: #cc0000">2. ภาพ Gray Scale</span></span></span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span> ภาพพวกนี้จะมีส่วนประกอบมากกว่าภาพขาวดำ โดยจะประกอบด้วยเฉดสีเทาเป็นลำดับขั้น ทำให้เห็นรายละเอียดด้านแสง-เงา ความชัดลึกมากขึ้นกว่าเดิมภาพพวกนี้แต่ละพิกเซลหรือแต่ละจุดของภาพอาจประกอบด้วยจำนวนบิตมากกว่า</span></span></span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span>ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลมากขึ้น</span></span></span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span><span style="color: #000000"> </span><span style="color: #cc0000"><strong> </strong>3. ภาพสี</span></span></span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span> หนึ่งพิกเซลของภาพสีนั้นประกอบด้วยจำนวนบิตมหาศาล และใช้พื้นที่เก็บข้อมูลมาก ควาามสามารถในการสแกนภาพออกมาได้ละเอียดขนาดไหนนั้นขึ้นอยู่กับว่าใช้สแกนเนอร์ขนาดความละเอียดเท่าไร</span></span></span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span><span style="color: #000000"> </span><strong><span style="color: #00cc00"> </span></strong><span style="color: #cc0000">4. ตัวหนังสือ</span></span></span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #000000"><span> ตัวหนังสือในที่นี้ ได้แก่ เอกสารต่างๆ เช่น ต้องการเก็บเอกสารโดยไม่ต้อง พิมพ์ลงในแฟ้มเอกสารของเวิร์ดโปรเซสเซอร์ ก็สามารถใช้สแกนเนอร์สแกนเอกสาร ดังกล่าว และเก็บไว้เป็นแฟ้มเอกสารได้ นอก จากนี้ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถใช้ โปรแกรมที่สนับสนุน OCR (Optical Characters Reconize) มาแปลงแฟ้มภาพเป็น เอกสารดังกล่าวออกมาเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถแก้ไขได้</span></span></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://study.eduzones.com/middleschool/2009/12/16/%e0%b8%aa%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-scanner-%ef%bb%bf/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

