866เรื่องขุนข้างขุนแผน มีผู้สันนิษฐานว่าเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แล้วเล่า
สืบต่อกันมาจนกลายเป็นนิยายพื้นเมืองของเมืองสุพรรณบุรี

ต่อมาภายหลังได้มีผู้นำเรื่องขุนช้างขุนแผนมาแต่งเป็นกลอนเสภาแล้วใช้ใน
การขับเสภา จึงทำให้เรื่องนี้เป็นที่นิยมแพร่หลายมากขึ้น ครั้นเสียกรุงแล้วบางตอนก็สูญหายไป บางตอนยังมีต้นฉบับเหลืออยู่ เรื่องไม่
ติดต่อกัน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯ ให้กวีหลายคนช่วยกันรวบรวมและแต่งขึ้นเรียกว่า     “เสภาหลวง”
การชุมนุมกวีครั้งนั้นจึงเป็นการประกวดฝีปากเชิงกลอนอย่างเต็มที่ ทำให้เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนมีความไพเราะเพราะพริ้งมากอย่างไร
ก็ตาม ได้มีนักขับเสภาระยะหลังได้แต่งเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนอีกหลายสำนวนเพื่อใช้ขับเสภาเป็นตอน ๆ

การพิมพ์และการและการชำระบทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน 
 บทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งได้เริ่มแต่งกันเมื่อสมัยรัชกาลที่ 2 นั้น มีทั้งฉบับหลวง คือ รัชกาลที่ 2 ทรงเป็นพระธุระให้กวี
ช่วยกันแต่งขึ้น และบทนักเสภาเอกชนคิดขับแต่งเป็นอาชีพ ครั้นถึง    พ.ศ. 2415   ในรัชกาลที่ 5   หมอสมิธได้นำเสภาฉบับหลวงมา
จำหน่ายเป็นครั้งแรก บทเสภาฉบับหลวงจึงแพร่หลายไปถึงประชาชนแต่คราวนั้น   อย่างไรก็ดี   บทเสภาที่หมอสมิธพิมพ์ก็ยังมีขาด
ตกบกพร่องอยู่ ต่อมากรมการหอสมุดวชิรญาณมีสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพและกรมหมื่นกวีพจน์สุปรีชาเป็นประธานได้ชำระ
บทเสภานี้ให้ถูกต้องบริบูรณ์ขึ้น คือ ได้นำบทเสภาฉบับของเอกชนและของหลวง มาสอบทานและลำดับความ คัดเลือกเฉพาะบทที่ดี
เยี่ยม พิจารณาแก้ไขอักษรและบทกลอน และจัดพิมพ์เสร็จเรียบร้อยเป็นครั้งแรกในพ.ศ. 2460
 
การชำระเรื่องนี้ได้พบสำนวนที่พอทราบนามผู้แต่งได้ดังนี้
 1. บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 มี 4 ตอน คือ
  1.1 พลายแก้วได้นางพิม
  1.2 พลายแก้วได้เป็นขุนแผนและขุนช้างได้นางวันทอง
  1.3 ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้างและได้นางแก้วกิริยา
  1.4 ขุนแผนพานางวันทองหนี
 2. บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 3 มี 2 ตอน คือ
  2.1 ขุนช้างขอนางพิม
  2.2 ขุนช้างตามนางวันทอง
 3. สำนวนของสุนทรภู่ มี 1 ตอน คือ
  3.1 กำเนิดพลายงาม
 4. สำนวนของครูแจ้ง มี 5 ตอน คือ
  4.1 กำเนิดกุมารทอง
  4.2 ขุนแผนแก้พระท้ายน้ำ
  4.3 ขุนแผนและพลายงามจับพระเจ้าเชียงใหม่
  4.4 ขุนแผนและพลายงามยกทัพกลับ
  4.5 จระเข้เถรขวาด
  เวลาแต่ง แต่งในสมัยรัชกาลที่ 2
  ลักษณะการแต่ง เป็นกลอนเสภา
  ความมุ่งหมาย แต่งถวายพระองค์เจ้าดวงประภา พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
  เนื้อเรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน และนางพิมพิลาไลย ต่างเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เล็ก ขุนแผน เดิมชื่อพลายแก้ว รักอยู่กับ
นางพิมพิลาไลย แต่ขุนช้างก็หลงรักนางพิมพิลาไลยเช่นกัน จึงขอร้องให้นางเทพทองผู้เป็นมารดาไปสู่ขอนางพิมพิลาไลย แต่นาง
พิมพิลาไลยไม่ยินยอม ต่อมาพลายแก้วแต่งานกับนางพิมพิลาไลย หลังจากแต่งงานได้สองวันก็เกิดศึกเมืองเชียงทอง พลายแก้วต้อง
ไปราชการสงคราม 
  ระหว่างนี้นางพิมพิลาไลยป่วยจึงเปลี่ยนชื่อเป็นวันทอง ฝ่ายขุนช้างได้ออกอุบายว่าพลายแก้วตายในสงคราม นางศรี
ประจันมารดาของนางวันทองรับปากจะยกนางวันทองให้ขุนช้าง ส่วนพลายแก้วกลับจากราชการสงครามได้เป็นขุนแผนแสนสะท้าน
และได้นางลาวทองเป็นภรรยา นางวันทองกับนางลาวทองเกิดหึงหวงกัน ขุนแผนจึงพานางลาวทองไปอยู่กาญจนบุรี ขุนช้างได้นาง
วันทองเป็นภรรยา ต่อมาขุนช้างกล่าวโทษขุนแผนว่าละทิ้งหน้าที่ราชการอยู่เวร ขุนแผนจึงได้รับโทษไปเป็นนายด่านตระเวณชายแดน 
ระหว่างนี้ขุนแผนได้ดาบฟ้าฟื้น ม้าสีหมอก และกุมารทอง ขุนแผนจึงขึ้นเรือนขุนช้าง ได้นางแก้วกิริยาและพานางวันทองหนี ต่อมา 
เมื่อนางวันทองตั้งท้อง จึงพากันไปหาพระพิจิตรเพื่อให้พาเข้าสู้คดีที่กรุงศรีอยุธยา ขุนแผนชนะคดีได้นางวันทองกลับคืน ขุนแผน 
ทูลขอนางลาวทองซึ่งถูกกักขังอยู่ในวัง สมเด็จพระพันวสากริ้วจึงให้จำคุกขุนแผนไว้ ขุนช้างพาพรรคพวกฉุดนางวันทอง ต่อมา
นางวันทอง คลอดพลายงามบุตรขุนแผน ขุนช้างลวงพลายงามไปฆ่าแต่ไม่ตาย เมื่อพลายงามโตขึ้นได้ถวายตัวเป็น มหาดเล็กและ 
ได้อาสาทำศึกเมืองเชียงใหม่ พร้อมขอตัวขุนแผนไปช่วยสงคราม และพลายงามได้นางศรีมาลาลูกสาวเจ้าเมืองพิจิตรเป็นภรรยา
  ครั้นเสร็จศึกเมืองเชียงใหม่แล้ว พลายงามได้เป็นจมื่นไวยวรนาถพร้อมกับได้รับพระราชทาน นางสร้อยฟ้า ธิดา
พระเจ้าเชียงใหม่เป็นภรรยา ในวันประกอบพิธีแต่งงานจมื่นไวยวรนาถกับนางศรีมาลา นางวันทองกับขุนช้างมาในงานด้วย ขุนช้าง
ดื่มเหล้าเมาจึงมีเรื่องกับจมื่นไวยวรนาถ ขุนช้างถูกทำร้ายจึงถวายฎีกากล่าวโทษจมื่นไวยวรนาถ มีการพิสูจน์ดำน้ำ ขุนช้างถูกตัดสิน
ประหารชีวิต แต่จมื่นไวยวรนาถขอชีวิตไว้ตามที่นางวันทองขอร้อง และลักพานางวันทองไปอยู่กับขุนแผน ขุนช้างถวายฎีกา
พระพันวสาทรงให้นางวันทองเลือกจะอยู่กับใคร นางวันทองตัดสินใจไม่ได้ จึงกริ้วให้นำนางวันทองไปประหารชีวิต ต่อมานาง
สร้อยฟ้าและนางศรีมาลาเกิดวิวาทกันด้วยความหึงหวง นางสร้อยฟ้าจึงให้เถรขวาดทำเสน่ห์ให้ จมื่นไวยวรนาถหลงรักตน พลาย
จุมพลซึ่งเป็นลูกขุนแผนกับนางแก้วกิริยามาช่วยแก้เสน่ห์ แต่ไม่สำเร็จ ขุนแผนมาช่วยแก้ก็ไม่สำเร็จ ทำให้ขุนแผนโกรธคบคิดกับ
พลายจุมพลปลอมตัวเป็นมอญยกทัพมาล้อมกรุง เพราะหวังจะฆ่าจมื่นไวยวรนาถ ความทรงทราบถึงพระพันวสาจึงทรงตัดสิน
คดี นางสร้อยฟ้า พิสูจน์ด้วยการลุยไฟ แต่เป็นฝ่ายแพ้ จึงถูกส่งตัวกลับไปอยู่เมืองเชียงใหม่ ส่วนเถรขวาดแปลงเป็นจระเข้ มา
อาละวาดที่กรุงศรีอยุธยา พลายจุมพลอาสาปราบจระเข้เถรขวาด และจับเถรขวาดได้ จึงมีรับสั่งให้ ประหารชีวิต ส่วนพลาย
จุมพลได้เป็นหลวงนายฤทธิ์ 

คุณค่า
  1. สำนวนโวหาร มีสำนวนดี ใช้ถ้อยคำสามัญแต่ไพเราะ การบรรยายใช้ถ้อยคำเหมาะสมกับ ท้องเรื่อง กระบวน
 กลอน มีความคมคาย ดูดดื่มใจ ได้รสวรรณคดีทุกรส
  2. ด้านวรรณศิลป์ วรรณคดีสโมสรยกย่องว่าเป็นยอดของวรรณคดีประเภทกลอนสุภาพ เพราะมีรสวรรณคดี 
 ครบทุกรส กระบวนกลอนดี
  3. โครงเรื่อง จัดระเบียบโครงเรื่องดี แม้จะมีผู้แต่งหลายคนก็ตาม แต่เหตุการณ์ต่าง ๆ ในเรื่องมีความสัมพันธ์
 กัน บุคลิกภาพของตัวละครก็คงเส้นคงวา ตลอดจนเนื้อเรื่องและลีลากลอนก็ราบรื่นสอดคล้องกัน 
  4. เนื้อเรื่อง มีความสมจริงทั้งเหตุการณ์ ตัวละคร สถานที่และถิ่นฐานบ้านเมืองถูกต้องตามภูมิศาสตร์ ไม่ว่าจะ
 เป็นสถานที่ หมู่บ้าน ตำบล ทิศทาง ระยะทางถูกต้องตามสภาพความเป็นจริง ตัวละครมีชีวิตจิตใจและมีความสมจริง
 มีทั้งรัก โลภ โกรธ หลง ตามความเป็นจริงแห่งปุถุชน จึงเป็นหนังสือที่ถ่ายทอดชีวิตของคนในสังคมไทยในสมัยก่อน
 ได้อย่างดี
  5. ด้านความรู้ ให้ความรู้เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย เช่น ความเชื่อทางเวทมนตร์คาถา ความเชื่อใน
 โชคลางต่าง ๆ เช่น แมงมุมตีอก ขิ้งขกทักถือว่าเป็นลางไม่ดี ความเชื่อมั่นและ ความเคารพในพระพุทธศาสนา ขนบธรรม-
 เนียมประเพณีไทย เช่น การทำบุญฟังเทศน์ การแต่งงาน การทำศพ การเกิด การบวช การรับขวัญ การพิสูจน์ดำน้ำลุยไฟ
 การคลอดลูก การแต่งกาย และยังให้ความรู้เกี่ยวกับการศึกษาของคนไทยสมัยก่อน การเล่นของเด็กรายชื่อกับข้าวและขนม
 เป็นต้น
  6. ด้านค่านิยม ให้ความรู้เกี่ยวกับค่านิยมของคนไทย เช่น ความซื่อสัตย์สุจริตต่อพระมหากษัตริย์ ลูกผู้หญิงจะ
 ต้องได้รับการฝึกฝนการบ้านการเรือน ลูกผู้ชายจะต้องเรียนวิชาภาษาไทย ภาษาบาลี คาถาอาคม อันเป็นประโยชน์ตามความ
 นิยมในสังคมไทยสมัยก่อน และการถวายตัวในราชสำนัก เป็นต้น
  7. ให้ความรู้เกี่ยวโยงถึงวรรณคดีเรื่องอื่น ๆ เช่น เรื่อง รามเกียรติ์ ไตรภูมิพระร่วง อิเหนา