บรรยายโวหาร หมายถึง การ เขียนเล่าเรื่องในสิ่งที่ผู้เขียนได้ประสบพบเห็นมาอย่างถี่ถ้วนสามารถที่จะ อธิบาย หรือบรรยายให้ผู้อ่านเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง เหมาะที่จะเขียนเรียงความประเภทที่ให้ความรู้  เช่น ประวัติ ตำนาน เล่าเรื่องการเดินทาง เป็นต้น

พรรณนาโวหาร หมายถึง การเขียนแบบใช้ถ้อยคำให้ผู้อ่านเกิดภาพพจน์ตามผู้เขียนพรรณนา    มักแทรกความรู้สึกของผู้เขียนไว้ด้วย เหมาะที่จะเขียนชมความงาม สดุดี รำพันความรู้สึกในใจ การพรรณนาต้องพยายามให้ผู้อ่าน รับรู้ด้วยสัมผัสทั้งปวง คือ รูป รส กลิ่น เสียง เล่นสำนวนถ้อยคำและความหมายให้ไพเราะกินใจ


เทศนาโวหาร คือ โวหารที่มุ่งโน้มน้าวใจให้ผู้อ่านประพฤติปฏิบัติตามคำสอนนั้นการเรียบเรียง ประโยคต้องเน้นย้ำข้อคิดให้มีพลัง เหนี่ยวโน้มใจให้คล้อยตามเห็นแจ้ง รู้จริง ด้วยเนื้อความที่สอนนั้น ในเทศนาโวหารมักแทรกเหตุผลหรือความเปรียบเทียบให้เกิดความเข้าใจอันดี และเชื่อถือในคำสั่งสอนส่วนประกอบของเทศนาโวหารได้แก่ การตีความหรือให้คำนิยามความหมายเพื่อให้เกิดความเข้าใจ อธิบายเหตุผลหรือปลูกฝังความศรัทธา  อธิบายคุณโทษ  ข้อดีข้อเสียเพื่อให้ปฏิบัติหรือละเว้น ใช้หลักฐานอ้างอิงยืนยันข้อเท็จจริง แนะนำสั่งสอน ชี้แจงข้อธรรมะต่าง ๆ ด้วยเหตุผล   ตอบข้อสงสัยและแจกแจงรายละเอียดหรือยกตัวอย่างประกอบ

สาธกโวหาร สาธก แปล ว่า ผู้ทำให้สำเร็จ เป็นการกล่าวอ้างให้เห็นตัวอย่างสมจริงโดยยกเรื่องอันเป็นอุทาหรณ์ ประกอบเรื่องที่นำมายกตัวอย่างเพื่อทำให้สำเร็จ   เป็นที่เข้าใจ เชื่อถือได้ ข้อความที่ยกมามักเป็นประวัติศาสตร์ข่าวเหตุการณ์ นิทานอีสป นิทานชาดกเรื่องราวในวรรณคดีตำนานต่าง ๆ เป็นต้น

อุปมาโวหาร อุปมา แปลว่า ข้อเปรียบเทียบ ใช้คู่กับอุปไมย ซึ่งแปลว่า ข้อความที่ต้องมีความเปรียบเทียบ อุปมาโวหาร คือ การเขียนโดยยกข้อความเปรียบเทียบช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้นทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม คำอุปมานี้อาจจะนำมาจากนิทานหรือวรรณคดีก็ได้ เช่น เนรคุณเหมือนทรพี รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม
การเขียนอุปมาโวหารต้อง มีศิลปะในการเลือกข้ออุปมาให้เหมาะสมแก่ข้ออุปไมย ข้ออุปมามักจะเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรม ส่วนอุปไมยมักจะเป็นนามธรรมที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เช่น

ใสเหมือนตาตั๊กแตน             เบาเหมือนปุยนุ่น

ความโกรธเหมือนทะเลบ้า      ตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า

ตัวสั่นเป็นลูกนก เป็นต้น    และควรระวังไม่อุปมาผิดพจน์ เช่น ตาของหล่อนวาววามราวกับหมู่ดาวในท้องฟ้า ไม่อุปมาผิดเพศ เช่น เขาเป็นชายหนุ่มที่ไร้ค่าเหมือนดอกหญ้า ไม่อุปมาเกินตัว เช่น หิ่งห้อยสว่างราวดวงจันทร์ ไม่อุปมาต่ำช้า เช่น ข้าจงรักภักดีต่อเจ้าเหมือนสุนัขจงรักนาย เป็นต้น  การที่จะเขียนเรียงความได้ดีนั้นผู้เขียนจะต้องอ่านมาก ฟังมาก เข้าลักษณะเป็น “ พหูสูต” คิดค้นหาความรู้เป็นวัตถุดิบประกอบงานเขียนของตนเสมอ อาจารย์เจือ สตะเวทิน กล่าวว่า หากไม่อ่านหนังสือก็อย่าริเป็นนักเขียนหนังสือ