กล่องข้าวน้อยฆ่าแม่
         ทอง เป็นชายหนุ่มนิสัยวู่วามเอาแต่ใจตนเอง วันหนึ่งเขาออกไปทำนาตั้งแต่เช้ามืด รออยู่จนสายไม่เห็นแม่นำข้าวมาส่งทำให้รู้สึกหงุดหงิดเพราะหิวจนแสบท้องคอยชะเง้อมองหา ครั้นดวงตะวันลอยสูงเกือบจะตรงศีรษะเห็นแม่ถือกล่องข้าวเดินกระย่องกระแย่งมาแต่ไกล

 ทองรีบลุกออกจากร่มไม้ตรงเข้าไปต่อว่าทันที
“แม่มัวทำอะไรอยู่ รู้หรือเปล่าว่าข้าหิวจวนจะเป็นลมอยู่แล้ว”
“อย่าโกรธเลยลูก” แม่หยุดยืนหอบหายใจถี่ๆด้วยความเหนื่อยเนื่องจากเดินฝ่าเปลวแดดมาเป็นระยะทางไกล
“แม่เป็นไข้ไม่ค่อยสบายพอลุกไหวก็รีบหุงข้าวหุงปลาแล้วเอามาให้เอ็งนี่แหละ”
“แล้วทำไมถึงเอาข้าวใส่กล่องใบเล็กนิดเดียวมาให้ข้า จะพอกินได้ยังไง”
“ถึงกล่องจะเล็ก แต่แม่ก็อัดข้าวมาแน่นนะลูก”
“พูดมากอยู่นั่นแหละ รีบส่งข้าวมาให้ข้าเร็วเข้า”
ทองกระชากกล่องข้าวมาจากมือจนแม่เสี่ยหลักล้มลง แต่ชายหนุ่มก็ไม่สนใจไยดี รีบเปิดกล่องข้าวกินอย่างหิวโหย เมื่ออิ่มแล้วจึงรู้ว่าแม่พูดจริงเพราะข้าวในกล่องยังเหลืออยู่อีกตั้งมาก ทองเห็นแม่นอนนิ่งไม่เคลื่อนไหวรีบเข้าไปดู ปรากฏว่าตนเองทำรุนแรงกับแม่ เข้าไปกอดศพร้องไห้รำพัน แต่แม่ของเขาก็ไม่มีวันฟื้นขึ้นมาได้อีกแล้ว

กระเช้าสีดา
         พรายไม้กับพรายน้ำ เป็นภูตตัวเล็กๆ ซึ่งปกติคนธรรมดาจะไม่สามารถมองเห็นพวกเขาได้ แต่ถ้าต้องการแสดงตนให้ใครเห็นก็จะใช้วิธีแปลงร่างเป็นรูปลักษณะต่างๆได้ตามต้องการ ภูตพรายทั้งสองกลุ่มนี้มีนิสัยชอบเล่นสนุกสนาน มักมาประชุมกันเพื่อร้องรำทำเพลงและต่างนิยมชมชอบคนดี หากเจอผู้ที่มีจิตใจเมตตากรุณาชอบช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น พรายไม้ซึ่งเป็นภูตเพศชายและพรายน้ำซึ่งเป็นภูตเพศหญิง ก็จะแสดงตัวในลักษณะสวยงามออกมาสนทนาปราศรัยด้วยอย่างสนิทสนม แต่สำหรับผู้ที่มีจิตใจชั่วร้าย ภูตพรายทั้งสองก็สามารถบันดาลให้มีอันเป็นไปในทางไม่ดีได้เช่นกัน
           หนูน้อยขันทอง อยากจะเห็นพรายไม้และพรายน้ำจึงตั้งใจประพฤติตนเป็นเด็กดีตามที่แม่สอนทุกประการ อยู่มาวันหนึ่งตรงกับคืนเดือนหงาย เหล่าพรายไม้กับพรายน้ำออกมาชุมนุมกันในถิ่นของพวกพรายไม้ ซึ่งมีแสงจันทร์สาดส่องสว่างไสว บรรดาพรายน้ำมอบกระเช้าเล็กๆให้แก่พวกพรายไม้คนละใบ เพื่อเล่นเกมแข่งเก็บของใส่กระเช้า พรายไม้ผู้ชนะจะได้เต้นรำกับพรายน้ำเจ้าของกระเช้าผู้น่ารัก หลังจากการเล่นสนุกสนานผ่านไปจนได้เวลาสมควร พวกพรายไม้ก็พากันกลับไปยังที่พักของตน แต่เหล่าพรายน้ำนั้นยังคงช่วยกันเก็บกระเช้าที่ตกอยู่กระจัดกระจายมารวมไว้อย่างเป็นระเบียบ
          หนูน้อยขันทองเดินออกมาเที่ยวพักผ่อนตหย่อนใจท่ามกลางแสงจันทร์คืนวันเพ็ญ ครั้นเห็นกระเช้าใบเล็กๆ น่ารักลอยไปรวมกันเป็นกองใหญ่ ขันทองก็ช่วยเก็บกระเช้าที่ยังเหลืออยู่มารวมไว้จนหมดและนั่งดูด้วยความสนใจ อยากจะได้ไปเล่นบ้าง แต่ไม่กล้าหยิบฉวยเอาตามอำเภอใจเพราะยังไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ ทันใดนั้นหนูน้อยขันทองก็รู้สึกว่ามีมือเย็นๆมาแตะที่เปลือกตา ทั้งนี้เพราะบรรดาพรายน้ำพึงพอใจในความเอื้อเฟื้อ และซื่อสัตย์สุจริตจึงบันดาลให้ขันทองสามารถเห็นพวกเธอได้ 
         หนูน้อยขันทองรู้สึกดีใจส่งยิ้มให้กับเหล่าพรายน้ำซึ่งมีใบหน้างดงาม ตัวขนาดเท่าตุ๊กตาคือสูงสักห้าสิบเซนติเมตร ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันอย่างสนิทสนม พวกพรายน้ำได้เล่าเรื่องราวของกระเช้าใบเล็กๆให้ฟังว่ามันคือ กระเช้าสีดา ก่อนจากกันพรายน้ำได้มอบกระเช้าสีดาให้หนูน้อยขันทองไว้เป็นที่ระลึก โดยให้หยิบตามชอบ ขันทองเกรงใจจึง หยิบเพียงใบเดียว เหล่าพรายน้ำจึงหยิบกระเช้าสีดาให้ขันทองจนเต็มอุ้งมือ ก่อนที่จะเหล่าพรายน้ำจะหายไปจนหมด

กระต่าย 3 ขา
          พระอาจารย์คง แห่งวัดพุทไธศวรรย์ ได้รับศิษย์ไว้เรียนวิชาอาคมด้วยผู้หนึ่งชื่อว่า เจ้าม่วง ซึ่งเป็นคนที่มีใจคอเด็ดเดี่ยวมั่นคง เจรจาสิ่งใดแล้วไม่ยอมคืนคำหรือเปลี่ยนใจอะไง่ายๆ วันหนึ่งมีคนนำกระต่ายสดมาถวาย อาจารย์คงสั่งให้เจ้าม่วงเอาไปปรุงเป็นอาหาร ขณะกำลังย่างไฟอยู่นั้นกลิ่นเนื้อกระต่ายหอมหวนชวนกิน จนเจ้าม่วงอดใจไว้ไม่ไหวต้องฉีกไปกินขาหนึ่ง
          ครั้นถึงเวลาฉันเพลเจ้าม่วงก็นำกระต่ายย่างไปประเคน อาจารย์ถามว่าทำไมกระต่ายตัวนี้มีแค่ 3 ขา เจ้าม่วงบอกไม่ทราบเพราะ กระต่ายตัวนี้มีอยู่แค่ 3 ขาเท่านั้น อาจารย์คงนึกโกรธที่เจ้าม่วงไม่ยอมรับ แม้จะลงโทษอย่างไรก็ตาม
อาจารย์คงเฆี่ยนลูกศิษย์จนเหนื่อยจึงลงมือฉัน พลางนึกในใจว่าเนื้อกระต่ายทั้งหอมทั้งน่ากินอย่างนี้เจ้าม่วงคงอดใจไม่ไหว เมื่อฉันอิ่มแล้วอาจารย์คงได้ยกกระต่ายที่เหลือให้เจ้าม่วงพร้อมกับถามอีกว่ากระต่ายตัวนี้มีกี่ขา เจ้าม่วงยังคงยืนกรานคำตอบเดิม อาจารย์คงเห็นศิษย์ผู้นี้เป็นคนมีจิตใจเด็ดเดี่ยว ขืนตีไปก็ตายเปล่า จึงเอายามาทาแผลให้แล้วสอนคาถาอาคมต่างๆ
          อยู่มาวันหนึ่งครั้นเห็นว่าแผลที่ถูกหวายเฆี่ยนหายสนิทแล้ว อาจารย์คงจึงเรียกเจ้าม่วงเข้ามาหาแล้วสอนวิชาหายตัวให้ โดยให้เอา ก้นพลูที่ท่านเสกไว้นี้ทัดหูติดตัวไปอย่าให้หล่น เจ้าม่วงอยากทดลองดูว่าหายตัวได้จริงหรือไม่ รีบก้มกราบอาจารย์แล้วนำก้นพลูทัดหู เดินออกจากวัดข้ามมายังฝั่งพระนคร เมื่องเดินเข้าประตูกำแพงวังปรากฏว่าพวกทหารยามไม่มีใครเห็น จึงผ่านเข้าสู่เขตพระราชฐาน ชั้นในจนถึงที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินได้อย่างสะดวก เดินไปเดินมาเจอห้องเสวยเข้าโดยบังเอิญ ครั้นเห็นอาหารบนโต๊ะมีแต่ของดีๆ ประกอบกับกำลังหิว เจ้าม่วงเลยแอบหยิบอาหารชิมอย่างละนิดละหน่อยพออิ่มก็เดินกลับวัดอย่างปลอดภัย
          ฝ่ายพนักงานต้นเครื่องเห็นอาหารบนโต๊ะเสวยแป้วผิดสังเกตรีบกราบทูลให้พระเจ้าแผ่นดินทรงทราบ ครั้นเรียกโหรมาตรวจดู หลังจากลงเลขบวกลบคูณหารตามตำราอยู่ครู่หนึ่งโหรกราบทูลว่า ผู้มีวิชาล่องหนหายตัวได้แอบเข้ามาขโมยอาหารกินและตนมีวิธีจับตัว มาลงโทษ วันรุ่งขึ้น เมื่อได้เวลาเสวย เจ้าม่วงก็แอบเข้ามาขโมยอาหารบนโต๊ะกินเหมือนเดิม พอจะกลับจาห้องเสวยมองออกไปเห็น ทหารล้อมอยู่ข้างนอกเต็มไปหมดก็ตกใจรีบวิ่งหนี แต่พวกทหารนำชะแลงมาวางไว้ พอเจ้าม่วงวิ่งไปเหยียบก็เกิดเสียงดังขี้น บรรดาทหารที่ซุ่มอยู่ก็ช่วยกันเอาไม้กระบองไล่หวด เจ้าม่วงต้องกระโดดหลบไปมาจนก้นพลูหล่น จึงถูกจับตัวได้
          เจ้าม่วงไม่ยอมบอกกับเจ้าหน้าที่ว่าตนเป็นใรมาจากไหน เพราะเกรงจะเกิดเสื่อมเสียชื่อเสียงถึงอาจาจารย์ เมื่อถูกสอบถามจึงได้ ตอบแบบเล่นลิ้นวกวนไปมา แม้จะโดนเฆี่ยนตีก็ไม่ยอมปริปากบอกความจริง พระเจ้าแผ่นดินจึงสั่งให้นำไปตระเวนรอบพระนคร แล้วสั่งให้เพชฌฆาตทำการประหารชีวิต
อาจารย์คงเมื่อรู้ว่าจะมีการประหารนักโทษที่ขโมยกินอาหารบนโต๊ะเสวย ก็ทราบทันทีว่าเจ้าม่วงเสียท่าถูกจับตัวได้ จึงรีบเข้าไปใน พระนครขออนุญาตเจ้าพนักงานประจำตะแลงแกงเพื่อเทศนานักโทษก่อนประหารชีวิต เมื่อได้รับอนุญาตอาจารย์คงก็บอกกับเจ้าม่วง ถ้าหากพูดความจริงจะช่วยชีวิต แล้วถามว่ากระต่ายมีกี่ขา เจ้าม่วงยืนยันว่ามี 3 ขา อาจารย์จึงเสกก้นพลูให้ลูกศิษย์ทัดหูไว้อันนึง แล้วเสกอีกอันเป็นร่างจำลองแทนตัวเจ้าม่วง หลังจากอาจารย์คงพาเจ้าม่วงกลับไปแล้ว เมื่อเพรฌฆาตลงดาบ ร่างเจ้าม่วงก็กลายเป็น ก้นพลูไป
         เมื่อพระเจ้าแผ่นดินได้รับรายงานก็ทราบทันทีว่าพระภิกษุที่เข้ามาเทศนาเป็นอาจารย์มาช่วยจึงสั่งให้ทหารออกติดตามค้นหาตาม วัดต่างๆ ฝ่ายอาจารย์คงพาเจ้าม่วงกลับถึงวัดก็รีบเก็บข้าวของเฉพาะที่จำเป็น แล้วพากันหนีออกจากเมืองไปทางเหนือ จนพบวัดร้าง อยู่ริมแม่น้ำ เลยใช้เป็นสถานที่พัก
        ไม่กี่วันต่อมาเจ้าม่วงก็นึกสนุกคิดจะเข้าไปเที่ยวเมืองหลวงอีก แต่คราวนี้เกิดอยากให้ผู้คนทั้งเมืองพากันเคารพ จึงขอให้อาจารย์คง เสกน้ำมนต์รดตนให้กลายเป็นพระพุทธรูป อาจารย์คงต้องการลองวิชาจึงยอมทำให้ เมื่อประชาชนเห็นพระพุทธรูปลอยน้ำมาก็พากัน กราบไหว้ จนมาถึงหน้าวังจันทรเกษมพระพุทธรูปได้ลอยวนอยู่เช่นนั้นไม่ไปไหน ประชาชนเห็นเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
         เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทราบเรื่องจึงจัดงานสมโภชเป็นเวลา 7 วัน แล้วเสด็จไปที่น้ำเพื่อทำพิธีอัญเชิญพระพุทธรูปมาประดิษฐานที่วัง แต่ระหว่างทางมีชายชราคนหนึ่งบอกว่าอย่าเสด็จไปเลยเพราะเขาใช้วิชาลวงเอาเท่านั้น
         ต่อมาไม่นานมีลุงคนหนึ่งบ้านอยู่บางน้ำผึ้ง ครั้นหลานชายรบเร้าให้พาไปไหว้พระที่ลอยน้ำมาจึงบอกว่านั่นไม่ใช่พระจริงพร้อมกับ พายเรือไปกลางน้ำทำเหมือนพระที่ลอยมาให้หลานดู พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้นำตัวลุงคนนั้นมา ลุงคนนั้นจึงกราบทูลว่าจะรับอาสา จับตัวมาถวายให้ ตาลุงได้นำเครื่องเซ่นพร้อมสายสิญจน์ไปที่ริมน้ำแล้วคล้องลากพระพุทธรูปขึ้นมาบนฝั่ง แล้วสาดด้วยน้ำมนต์ จึงปรากฏร่างของเจ้าม่วงขึ้น พระเจ้าแผ่นดินทรงพิโรธเพราะจำได้ว่าเป็นคนเดียวกับที่มาขโมยเครื่องเสวย
         ตาลุงจากบางน้ำผึ้งทูลว่าหากจะนำตัวไปประหาร เลือดก็จะตกแผ่นดินหาประโยชน์มิได้ ควรขุดท่อนซุงเป็นโพรงแล้วจับชายผู้นี้ ใส่ลงไปขังไว้พร้อมเสกน้ำมนต์รดกำกับและเอาไปถ่วงให้จมอยู่ใต้น้ำ พระเจ้าแผ่นดินเห็นชอบด้วย พอนำท่อนซุงโยนลงไปในน้ำ ท่อนชุงก็ไหลทวนน้ำไปอยู่หน้าวัดร้าง อาจารย์คงรู้ว่าเจ้าม่วงเสียที่อีก แต่ผู้มีวิชาด้วยกันไม่อยากทำร้ายถึงชีวิตจึงปล่อยให้กลับมา อาจารย์คงจึงทำน้ำมนต์รดให้ ท่อนซุงก็แตกออกเจ้าม่วงจึงปลอดภัย
         นับแต่นั้นเจ้าม่วงก็สำนึกผิด จึงอยู่ปรนนิบัติอาจารย์ด้วยความซื่อสัตย์ ไม่คิดกลับไปก่อเรื่องยุ่งยากที่อยุธยาอีกเลย จากนิทานนี้ จึงมีคำเรียกผู้ที่ทำผิดแต่ยังยืนกรานไม่ยอมรับผิดว่า ยืนกระต่าย 3 ขา

พระนางผมหอม
          ท้าวคำแสน กับ พระนางคำแมน ปกครองเมืองวาปี มาเป็นเวลานานแต่ไม่มีทายาทไว้สืบสกุลจึงไปทำพิธีบวงสรวงขอบุตรกับเทวดา ต่อมาพระนางคำแมนได้ให้กำเนิดพระธิดานามว่า เจ้าหญิงสีดา ครั้นมีวัยได้ 15 พรรษา เจ้าหญิงก็เติบโตมีพระสิริโฉมโสภาเกิน กว่านางใดในแผ่นดิน วันหนึ่งถึงคราวจะได้พบเนื้อคู่ทำให้เจ้าหญิงสีดารู้สึกกระวนกระวายใจ จึงลาท้าวคำแสนกับพระนางคำแมน ไปเที่ยวป่า ขณะกำลังชมนกชมไม้อย่างเพลิดเพลิน พญายักษ์ตนหนึ่งผ่านมาพบเข้าก็ควงกระบองอาละวาดจับไพร่พลกินเป็นอาหาร เจ้าหญิงสีดาได้หนีไปแอบในโพรงไม้
          ครั้นเมื่อยักษ์ไปแล้วเจ้าหญิงตามหาไพร่พลไม่เจอต้องดั้นด้นเดินไปตามลำพังอย่างไม่รู้ทิศอาง เมื่อหิวกระหายก็วักน้ำในรอยเท้าโค ดื่มแต่กลับคอแห้งมากขึ้นกว่าเดิม พอหันไปวักน้ำในรอยเท้าช้างที่อยู่ใกล้กันดื่มค่อยรู้สึกสดชื่น และเดินทางกลับเมืองอย่างปลอดภัย
          อยู่ต่อมาไม่นานเจ้าหญิงสีดาก็ตั้งครรภ์ ท้าวคำแสนพยายามซักถามเรื่องราวก็ไม่ได้ความอะไร จนครบกำหนด 10 เดือนเจ้าหญิงได้ ให้กำเนิดพระธิดาแฝด คนโตมีนามว่านางผมหอม ส่วนคนเล็กมีนามว่า นางลุน ครั้นพระธิดาทั้งสองเติบโตก็มีพระสิริโฉมโสภาเช่นกับ พระมารดา วันหนึ่งสองพระธิดาได้ชวนกันขออนุญาตมารดาออกติดตามหาพ่อ
นางผมหอมกับนางลุนเดินป่าอยู่หลายวันก็พบพญาช้างที่ดุร้ายเชือกหนึ่งจะเข้ามาทำร้าย ทั้งสองอ้อนวอนขอชีวิตพร้อมเล่าจุดประสงค์ ที่มาเดินป่าและเรื่องราวเกี่ยวกับกำเนิดของตนให้ฟัง พญาช้างสังหรณ์ใจว่าอาจจะเป็นลูกสาวของตนจึงเสี่ยงสัตย์อธิษฐานขอให้ผู้ที่เป็น ทายาทสามารถปีนงาขึ้นมานั่งบนหลังของตนได้สำเร็จ ซึ่งนางผมหอมคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้ ส่วนนางลุนนั้นพลัดตกลงมาเสียชีวิตไป พญาช้างจึงนำนางผมหอมไปเลี้ยงดูในถิ่นที่อยู่ของตน
          5 ปีต่อมานางผมหอมอายุครบ 20 บริบูรณ์อยู่แต่ในป่านึกอยากจะพบหน้าผู้คนจึงนำผมของนางซึ่งมีกลิ่นหอมให้ผอบพร้อมจารึก บอกว่าขอให้ผู้ที่เป็นเนื้อคู่ได้พบและมาติดตามหา ต่อจากนั้นได้เสี่ยงสัตย์อธิษฐานให้ผอบลอยไปตามกระแสน้ำ ผอบลอยไปจนถึง เมือง รัตนา แต่ผู้ที่พบไม่สามารถหยิบได้ เพราะผอบจะลอยหนีไปอย่างประหลาด ท้าวแพงคำ ซึ่งเป็นเจ้าเมืองทราบเรื่องและสามารถว่ายน้ำไปเก็บผอบมาได้ ครั้นอ่านข้อความในผอบและได้กลิ่นของเส้นผมก็นึกรัก ผู้เป็นเจ้าของ ตัดสินใจออกติดตามค้นหา
          ท้าวแพงคำเดินทางมาถึงต้นแม่น้ำ พบเส้นผมของนางผมหอมตกอยู่ก็รู้ว่ามาถูกทางแล้วจึงแอบซ่อนตัวรอจนนางผมหอมมาอาบน้ำค่อย ออกมาแสดงตัวพร้อมไต่ถามเรื่องราวความเป็นมา ทั้งสองแอบอยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยาโดยปิดบังไม่ให้ผู้เป็นพ่อล่วงรู้ แม้พญาช้าง จะมีความสงสัยเพราะได้กลิ่นมนุษย์ผู้ชายจากลูกสาว แต่นางผมหอมก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับ จน 3 ปีผ่านไป ทั้งสองต้องการครองรักอย่าง เปิดเผยต่างชวนกันไปสารภาพต่อพญาช้าง
          พญาช้างรู้ว่าบุตรสาวจะต้องไปอยู่บ้านเมืองของท้าวแพงคำก็เสียใจล้มเจ็บลง จึงเรียกนางผมหอมมาสั่งสอนให้ทำหน้าที่ภรรยาที่ดีก่อน จะสิ้นใจ งาทั้งสองข้างของพญาช้างนั้นข้างหนึ่งกลายเป็นเรือ อีกข้างกลายเป็นพายตามคำอธิษฐาน ท้าวแพงคำได้ใช้เป็นพาหนะพานาง ผมหอมกลับครองรักอยู่ที่เมืองรัตนาอย่างมีความสุข

นางอุทัยเทวี
         รุกขเทวดาผู้รักษาป่ารักกับธิดาของพญานาคเป็นเวลานานมาแล้ว ต่อมาได้ครองรักกันจนธิดาพญานาคตั้งครรภ์ แต่ปรากฎว่า ป่าเกิดไฟใหม้ทำให้สัตว์ล้มตายเป็นจำนวนมาก พระอินทร์จึงลงโทษรุกเทวดาให้ไปอยู่นอกบริเวณป่าแห่งนี้ ทางฝ่ายธิดาของพญานาค ตัดสินใจสำรอกลูกออกมาแล้วพ่นพิษนาคไว้คุ้มครอง
         คางคกหิวโซตัวหนึ่งเจอไข่จึงกลืนกินทันทีและตายในเวลาต่อมา เมื่อครบกำหนดคลอดไข่ก็แตกออกมาเป็นดรุณสวยงามนางหนึ่ง ออกวิ่งเล่นอยู่แถวนั้นบ่อยๆ จนกระทั่งรุ่นสาว นางเป็นที่เรืองลือจนทราบถึงเจ้าชายอินทร จึงย่องมาแอบดูและขอความรักกับนาง พร้อมกับอภิเษกกันอย่างสมเกียรติ์และพระราชทานนามให้กับนางว่านางอุทัยเทวี เมื่อเวลาผ่านมาประมาณ 1ปี เจ้าเมืองจันทรา ได้เร่งรัดให้เจ้าชายอินทรมาอภิเษกกับเจ้าหญิงแสนงาม ตามที่เคยมีการหมั้นหมายตั้งแต่เล็ก ด้วยเจ้าชายอินทรขัดพระบิดาไม่ได้ จึงขอกับนางอุทัยเทวีในการเดินทางไปอภิเษกครั้งนี้
         เมื่อเจ้าชายอินทรอภิเษกกับนางแสนงามแล้ว แต่เจ้าชายก็ไม่ได้สนใยดีกับนางคงมีใจรักมั่นต่อนางอุทัยเทวีเพียงผู้เดียวจน นางแสนงามคิดหาทางกำจัดนางอุทัยเทวีเสีย โดยส่งคนมาประทุษร้ายนางทุบด้วยท่อนไม้ จนนางอุทัยเทวีสลบและผลักลงน้ำ แต่นางอุทัยเทวีมีแม่เป็นพญานาค ทำให้นางฟื้นขึ้นมาพร้อมกับเดินทางกลับเมืองของเจ้าชายอินทรเพื่อรออย่างเดิม
         ด้วยผลกรรมที่นางแสนงามทำไว้ได้ตอบสนองนาง โดยตามเส้นผมเกิดเป็นตัวหนอนล่วงหลุดลงมาอย่างมาก จนกระทั่งมีหมอต่างแดน มาแจ้งสูตรยาว่าต้องโกนผมทิ้ง และนำพริกไทผสมดินหม้อมาฟอกไว้ ประมาณ 7 วันจึงแก้ออกผมจะดำเหมือนเดิม แต่เนื่องจาก นางแสนงามมีความอิจฉาริษยาอย่างมาก ทรงคิดว่าเจ้าชายไม่ใยดีในตัวนางอีกแล้ว จึงอกแตกตายด้วยการคิดมาก เจ้าชายอินทร จึงเดินทางกลับมาหานางอุทัยเทวีและครองรักกันอย่างมีความสุข