Posts Tagged ‘กรุงศรีอยุธยา’

21วิธีประหารในสมัยกรุงศรีอยุธยา

Written on พฤศจิกายน 4th, 2009 by editor_aeno shouts

 

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา อาณาจักรที่รุ่งเรืองที่สุดอีกยุคสมัยหนึ่งของไทยเรา พบว่า มีการตราบทลงโทษขั้นรุนแรงที่สุดคือ…           โทษประหารชีวิตเอาไว้ในพระไอยการกระบถศึก ซึ่งเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 และมีการแก้ไขเพิ่มเติมในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ก่อนจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมอีกครั้งในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ แต่กฎหมายฉบับนี้มิได้มีการแก้ไขในบทลงโทษความผิดขั้นประหารชีวิตและวิธี การประหารชีวิตเลยแม้แต่น้อย คือยังคงลักษณะเดิมไว้แต่ครั้งการตราขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ทุกประการ

วิธีการประหารชีวิตตามพระไอยการกระบถศึก บันทึกและอธิบายเอาไว้อย่างละเอียดถึงวิธีการลงโทษประหาร 21 วิธีหรือ 21 สถาน ดังนี้

- สถาน 1 คือ ให้ต่อยกระบานศีศะ (กบาลศีรษะ) เลิกออก (เปิดออก) เสียแล้ว เอาคีมคีบก้อนเหล็กแดงใหญ่ใส่ลงไปในมันสะหมอง (มันสมอง) ศีศะพลุ่งฟู่ขึ้นดั่งม่อ (หม้อ) เคี่ยวน้ำส้มพะอูม

- สถาน 2 คือ ให้ตัดแต่หนังจำระ (จาก) เบื้องหน้าถึงไพรปากเบื้องบนทั้งสองข้างเป็นกำหนด ถึงหมวกหู (ใบหู) ทั้งสองข้างเป็นกำหนด ถึงเกลียวคอชายผมเบื้องหลังเป็นกำหนด (หนังบริเวณคอถึงท้ายทอย) แล้วให้มุ่นกระหมวดผมเข้าทั้งสิ้น (ม้วนเข้าหากัน) เอาท่อนไม้สอดเข้าข้างละคน โยกคลอนสั่นเพิกหนังทั้งผมนั้นออกเสียแล้วเอากรวดทรายหยาบขัดกระบาน ศีศะชำระให้ขาวเหมือนพรรณศรีสังข์

- สถาน 3 คือ ให้เอาขอเกี่ยวปากให้อ้าไว้ แล้วให้ตามประทีบ (ดวงไฟ) ไว้ในปาก ไนยหนึ่ง (นัยหนึ่ง) เอาปากสิวอันคมนั้นแสะแห*ผ่าปากจนหมวกหู (ใบหู) ทั้งสองข้าง แล้วเอาขอเกี่ยวให้อ้าปากไว้ให้โลหิตไหลออกเต็มปาก

(เพิ่มเติม…)

มวยไทย

Written on พฤศจิกายน 2nd, 2009 by editor_aeno shouts

 

เรื่อง”ประวัติและวิวัฒนาการของมวยไทย “

        มวยไทยเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครทราบแน่นอน แต่มีผู้สันนิษฐานว่ามวยไทยเกิดขึ้นมาพร้อมกับชาติไทย  สาเหตุอันเกิดจากการทำศึกสงครามเพื่อป้องกันการรุกรานของศัตรู ซึ่งมีการต่อสู้เพื่อป้องกันตัวเองให้รอดพ้นจากการรุกรานของศัตรู

         บุคคลที่ใช้ศิลปะมวยไทยจนเป็นที่ร่ำลือของศัตรูที่เข้ามารุกรานชาติไทยจนประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้ถึงความเก่งกล้าในเชิงมวยไทย คือ นายขนมต้ม จนได้รับการยกย่องให้เป็น บิดาของมวยไทย  นอกจากนั้นยังมีพระมหากษัตริย์ตลอดจนแม่ทัพบางคนที่มีชื่อเสียง และสามารถจรรโลงศิลปะมวยไทยไว้มากมายเช่น พระเจ้าเสือ พระเจ้าตากสิน พระยาพิชัยดาบหักเป็นต้นบุคคลเหล่านี้เป็นผู้นำชาติไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ซึ่งเป็นยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของชาติซึ่งถูกรุกรานจากพม่าอย่างหนักจนเกือบสูญเสียเอกราชของชาติไทย

(เพิ่มเติม…)

ลำดับพระมหากษัตริย์ไทย

Written on พฤศจิกายน 2nd, 2009 by editor_aeno shouts

ลำดับพระมหากษัตริย์ไทย 

  • สมัยอาณาจักรน่านเจ้า
    • พระเจ้าเหม่งแซเจ้า
    • พระเจ้ามองกาตา
    • พระเจ้าสินุโล (โอรสพระเจ้ามองกาตา)
    • พระเจ้าพีล่อโก๊ะ (ขุนบรม)
    • พระเจ้าโก๊ะล่อฝง (โอรสพระเจ้าพีล่อโก๊ะ)
  • สมัยกรุงสุโขทัย
    • ราชวงศ์พระร่วง
      • พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ พ.ศ. 1781 – ไม่ทราบแน่นอน
      • พ่อขุนบาลเมือง พ.ศ. ไม่ทราบแน่นอน – 1820
      • พ่อขุนรามคำแหง พ.ศ. 1820- 1860 (40 ปี)
      • พญาเลอไท พ.ศ. 1861-1897 (36 ปี)
      • พญาลิไท (พระมหาธรรมราชาที่ 1) พ.ศ. 1897-1919 (22ปี)
      • พญาไสลือไท (พระมหาธรรมราชาที่ 2) พ.ศ. 1919- 1920 (1ปี)
      • พระมหาธรรมราชาที่ 3 (ไม่ทราบระยะเวลาแน่ชัด)
      • พระมหาธรรมราชาที่ 4 (ไม่ทราบระยะเวลาแน่ชัด)

(เพิ่มเติม…)

วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

Written on พฤศจิกายน 2nd, 2009 by editor_aeno shouts

     28 ธันวาคม เป็นวันที่ทรงปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินผู้ทรงเป็นมหาวีรกษัตริย์ไทย ทรงเป็นนักรบที่กล้าหาญ ทรงพระปรีชาสามารถ ปราบยุคเข็ญ กอบกู้ชาติไทยให้พ้นภัยจากการรุกรานของพม่าในสมัยกรุงศรีอยุธยา การศึกสงครามครั้งนั้นมีวีรชนที่พลีชีพเพื่อชาติจนเป็นที่กล่าวขวัญถึงความเสียสละ ความกล้าหาญ มาจนทุกวันนี้

พระราชประวัติ

     สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในสมัยกรุงธนบุรี เสด็จพระราช สมภพ ณ วันที่ 17 เมษายน พุทธศักราช 2277 ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บรมโกศพระองค์ทรงเป็นสามัญชน กำเนิดในตระกูลแต้ มีพระนามเดิมว่า สิน พระราชบิดาเป็นจีนชื่อ ไหฮอง เดินทางจากประเทศจีนมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย แล้วได้สมรสกับหญิงไทยชื่อ นางนกเอี้ยง มีหลักฐาน บันทึกว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเคยเป็นพ่อค้าเกวียนผู้ทรงปัญญาเฉลียวฉลาด และมีความสามารถด้าน กฎหมายเป็นพิเศษ ได้ช่วยกรมการเมืองชำระถ้อยความของราษฎรทางภาคเหนืออยู่เนืองๆ เนื่องจากได้ทำ ความดีมีความชอบต่อแผ่นดิน จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็น เจ้าเมืองตากในเวลาต่อมา
     ในปีพุทธศักราช 2308 – 2309 พระยาตากได้นำไพร่พลลงมาสมทบเพื่อป้องกันกรุงศรีอยุธยาระหว่าง ที่พม่าล้อมกรุงอยู่ ได้ทำการต่อสู้จนเป็นที่เลื่องลือว่า เป็นแม่ทัพที่เข้มแข็งมากที่สุดคนหนึ่ง และได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นพระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชร ในวันที่ 4 มกราคม พุทธศักราช 2310 (ก่อนที่จะเสียกรุงศรีอยุธยา ให้แก่พม่าประมาณ3 เดือน) พระยาตากได้รวบรวมกำลังตีฝ่าวงล้อม ของพม่าไปตั้งมั่น เพื่อที่จะกลับ มากู้เอกราชต่อไป
(เพิ่มเติม…)

การรำโจ๋ง

Written on ตุลาคม 27th, 2009 by editor_aeno shouts

jong-outdoor

ประวัติความเป็นมา

                 นายธวัช ธูปมงคล อายุ ๙๑ ปี นายธวัช ธูปมงคล ปัจจุบัน อยู่บ้านเลขที่ ๕๗ หมู่ ๕ ตำบล สระประ อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ บิดาชื่อ นายสูตร ธูปมงคล มารดาชื่อ นางสองเมือง ธูปมงคล มีอาชีพ เกษตรกรรม ได้ให้สัมภาษณ์ประวัติความเป็นมาของการรำโจ๋งว่า การละเล่นรำโทนหรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า “รำโจ๋ง” เป็นการเล่นที่ถือกำเนิดมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ใดเป็นผู้ที่คิดค้นขึ้น แต่พอมีเค้าว่า ในสมัยก่อนนั้นชาวเมืองวิเชียรบุรีมักคิดติดต่อค้าขายกับกรุงศรีอยุธยาหรือเมืองต่าง ๆ แถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาโดยอาศัยเส้นทางคมนาคมทางลำน้ำป่าสักอยู่เนือง ๆ จึงนำเอาเครื่องดนตรีประเภทกลองโทน ฆ้อง รวมทั้งท่วงท่ารำจากการละเล่นรำวง การแสดงกลองยาวหรือลิเกของพื้นภาคกลาง แล้วคิดดัดแปลงท่วงท่ารำใหม่ตามภูมิปัญญาประยุกต์เข้ากับการดำเนินชีวิตประจำวันของตนที่เมื่อยามหน้าแล้งว่างเว้นจากการทำไร่ทำนาเด็ก ๆ หนุ่มและสาว ๆ ในช่วงยามเช้าหรือบ่ายมักต้อนวัวและควายจากคอกปล่อยออกไปและเล็มกินหญ้ากินน้ำตามทุ่งไร่ทุ่งนา ส่วนคนเลี้ยงบ้างก็พากันไปคุยกันเล่นกันอยู่ตามร่มไม้ใหญ่ บ้างก็ลงลำห้วยบึงแม่น้ำ หรือเช้าไปในชายป่าที่อยู่ใกล้ ๆ เพื่อหาเก็บผักหักฟืน พอวัวควายอิ่มพลีแล้วจึงแยกย้ายกันต้อนกลับคืนบ้านของตนทำให้เกิดท่าร่ายรำเยื้องย่างช้า ๆ มีกลองโทนและฆ้องคอยตีเพื่อกำกับจังหวะ

  โดยมีจินตนาการในลักษณะการต้อนวัว ซึ่งแบ่งผู้เล่นออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายหญิงกับฝ่ายชายสมมุติให้ฝ่ายชายเป็นวัว ส่วนฝ่ายหญิงเป็นคนต้อนและไล่จับวัว โดยฝ่ายหญิงจะไปต้อนฝ่ายชายออกมาทีละคน ในขณะที่ไล่ต้อนจับกันอยู่นั้น จะมีสัญญาณโทนตีจังหวะเสียงดัง ครึ่ม ครึ่ม ครึ่ม เมื่อจับได้แล้ว ฝ่ายหญิงจะควบคุมไว้ แล้วไล่ต้อนจับฝ่ายชายคนต่อไปจนหมด แล้วจึงชวนกันออกมารำฝ่ายหญิงจะรำเป็นวงกลมอยู่รอบนอก ฝ่ายชายจะรำอยู่วงในทำทีเหมือนถูกล้อมคอก ท่ารำท่อนนี้จะเปลี่ยนไปตามจังหวะการตีของกลองโทน เสียงดัง โจงจะโจง ครึ่ม ๆ จำนวน 7 เที่ยว แล้วเปลี่ยนเป็นครึ่ม 1 เที่ยว ในช่วงนี้ฝ่ายชายจะเปลี่ยนคู่รำ อาจจะไปข้างหน้าหรือถอยมารำกับคนข้างหลังก็ได้ พอร่ายรำกันจนเหนื่อยแล้วจึงพักพูดคุยกันหรือแยกย้ายกันกลับบ้านเรือนของตน ครั้นเมื่อภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็ได้มีผู้นำเอาการเล่นรำโจ๋งไปประยุกต์เป็นการละเล่นต่าง ๆ เช่น รำเทิ่งบ้อง รำวงประยุกต์ เป็นต้น