ผลไม้ล้างพิษ

ในภาวะปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่ทำให้เราต้องเลือกกิน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้าสู่ร่างกายแล้วย่อมมีผลตามมาทั้งสิ้น อาหารชนิดเดียวกันบางครั้งก็มีทั้งคุณทั้งโทษ วันนี้horapa.comขอแนะนำผลไม้ที่ใช้ล้างพิษในร่างกายค่ะ ผลไม้เหล่านี้หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดทั่วไปและราคาไม่แพงด้วยค่ะ แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ที่ดีที่สุดสำหรับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย สารเปกตินในแอปเปิ้ลจะช่วยนำสารพิษไปกำจัดทิ้ง ทั้งยังป้องกันไม่ให้โปรตีนในลำไส้เกิดการบูดเน่า แอปเปิ้ลยังมีเส้นใยมากจะทำหน้าที่เป็นไม้กวาด ทำความสะอาดลำไส้ช่วยให้ตับและระบบย่อยทำงานได้ดียิ่งขึ้น กระตุ้นน้ำย่อย นอกจากนี้ยังมีวิตามินและเกลือแร่ และยังเหมาะกับผู้ที่กำลังลดน้ำหนักอีกด้วยค่ะ องุ่น เป็นสารฟอกล้างสำหรับผิวหนัง ตับ ลำไส้และไตโดยเฉพาะ เนื่องจากองุ่นมีคุณสมบัติรักษาน้ำมูกที่จะออกมาจากเยื่อเมือกต่างๆในร่างกาย องุ่นยังให้พลังงานสูงและนำไปใช้ได้ง่าย เกลือแร่อุดม ดังนั้นจึงช่วยบำรุงเลือดและซ่อมสร้างเซลล์ในร่างกาย

กิมจิ

ตั้งแต่มนุษย์เริ่มทำการเพาะปลูกมานั้น ผักเป็นที่ชื่นชอบเนื่องจากมีวิตามินและแร่ธาตุมากมาย อย่างไรก็ดีในฤดูหนาวเมื่อการเพาะปลูกไม่เอื้ออำนวยจึงได้นำไปสู่การพัฒนาการการถนอมอาหารโดยวิธีการหมักดอง กิมจิซึ่งเป็นผักดองชนิดหนึ่งจึงถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 7    กำเนิดการใช้พริกเผ็ดป่น แรกทีเดียว กิมจิเป็นผักดองเค็มดีๆนี่เอง แต่ในระหว่างศตวรรษที่ 12 ได้มีการทำกิมจิในรูปแบบใหม่ที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศและเครื่องปรุงรสและในศตวรรษที่ 18 พริกเผ็ดป่นก็ได้มาเป็นส่วนผสมที่สำคัญของกิมจิในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องขอขอบคุณการนำเอากะหล่ำปลีเข้ามาในศตวรรษที่ 19 มาทำเป็นกิมจิซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในปัจจุบันนี้ ที่มาของชื่อกิมจิ เป็นที่น่าสงสัยกันมาตลอดว่าชื่อกิมจินี้คงมาจากคำว่าชิมเช (Shimchae) (ผักดองเค็ม) แต่ด้วยสำเนียงที่เปลี่ยนไป ก็จะกลายเป็น: ชิมเช – คิมเช – กิมเช – กิมจิ กิมจิในสมัยโบราณ ...

อาหารเทศกาลสำคัญ ๓ อย่างของจีน –ขนมอี๋ บ๊ะจ่าง และ ขนมไหว้พระจันทร์

ในช่วงเทศกาลต่าง ๆ ของจีน  ขนบธรรมเนียมประเพณีด้านอาหารการกินของจีนมีลักษณะพิเศษมาก  เทศกาลตรุษจีน  และ เทศกาลไหว้พระจันทร์ เป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดในรอบปีตามขนบประเพณีของจีน ขนมอี๋  บ๊ะจ่าง และ ขนมไหว้พระจันทร์  เป็นอาหารที่ใช้ในการเฉลิมฉลอง ๓ เทศกาลดังกล่าวนี้  จึงถูกเรียกว่าเป็นอาหารเทศกาลสำคัญ ๓ อย่าง   ต่อไปจะแนะนำสิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับ  ขนมอี๋  บ๊ะจ่าง และ ขนมไหว้พระจันทร์   เทศกาลตรุษจีนเป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดของชาวจีน  การฉลองเทศกาลตรุษจีนมีขนบประเพณีด้านอาหารการกินที่เป็นชุด  ส่วนขนม อี๋ที่ใช้ในการฉลองเทศกาลโคมไฟในวันขึ้น ๑๕ ...
Prev 1 2 3 Next

หลักการเลือกซื้อเนื้อสัตว์

Published on พฤศจิกายน 9th, 2009no comments

 

 

เนื้อวัว
เนื้อวัวที่สด จะมีสีแดง สด กดแล้วไม่บุ๋ม ไม่มีน้ำเลือดไหลซึมออกมา ไม่มีสีคล้ำอมเขียว ดมดูไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า
ส่วนต่างๆ ของเนื้อวัว มีดังนี้

(เพิ่มเติม…)

ความหมายของสมุนไพร

Published on พฤศจิกายน 9th, 2009no comments

     คำว่า สมุนไพร ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถึง พืชที่ใช้ ทำเป็นเครื่องยา สมุนไพรกำเนิดมาจากธรรมชาติและมีความหมายต่อชีวิตมนุษย์โดยเฉพาะ ในทางสุขภาพ อันหมายถึงทั้งการส่งเสริมสุขภาพและการรักษาโรค ความหมายของยาสมุนไพรในพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 ได้ระบุว่า ยาสมุนไพร หมายความว่า ยาที่ได้จากพฤกษาชาติสัตว์หรือแร่ธาตุ ซึ่งมิได้ผสมปรุงหรือแปรสภาพ เช่น พืชก็ยังเป็นส่วนของราก ลำต้น ใบ ดอก ผลฯลฯ ซึ่งมิได้ผ่านขั้นตอนการแปรรูปใด ๆ แต่ในทางการค้า สมุนไพรมักจะถูกดัดแปลงในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ถูกหั่นให้เป็นชิ้นเล็กลง บดเป็นผงละเอียด หรืออัดเป็นแท่งแต่ในความรู้สึกของคนทั่วไปเมื่อกล่าวถึงสมุนไพร มักนึกถึงเฉพาะต้นไม้ที่นำมาใช้เป็นยาเท่านั้น

(เพิ่มเติม…)

ชีส

Published on พฤศจิกายน 9th, 2009no comments

     เมื่อเอ่ยถึง ชีส (cheese) หลายท่านคงเข้าใจว่า ชีส ก็คือ เนย แต่ที่จริงแล้ว เนย คือไขมันล้วน ๆ ที่ถูกแยกออกมาจากไขมันนมสด สำหรับ ชีส คือผลิตภัณฑ์นม ซึ่งเปลี่ยนลักษณะไปเป็นของแข็งด้วยกระบวนการทางอุตสาหกรรมอาหาร โดยการเติมเชื้อจุลินทรีย์ลงไปในนม ให้นมจับกันเป็นลิ่ม และแยกตัวเป็นชั้นของแข็งเรียกว่า “เคิร์ด” ซึ่งในส่วนนี้จะถูกนำมาทำเป็น ชีส และในชั้นของเหลวเรียกว่า “เวย์” ที่มีคุณค่าทางอาหารจะถูกนำไปเลี้ยงสัตว์ บางครั้งยังสามารถนำไปทำยา หรือเครื่องบำรุงผิว

     เมื่อทราบว่า ชีส คืออะไรแล้ว ต่อไปจะเล่าว่า ชีส มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างไรบ้าง ชีส เป็นแหล่งอาหาร ที่ประกอบไปด้วยโปรตีน แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส สังกะสี สูงไม่แพ้นม และวิตามินบี 12 ของอาหารประเภทมังสะวิรัตน์อีกด้วย ขณะที่มีน้ำตาลแลคโตสในอัตราที่ต่ำกว่านม ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ที่มีปัญหาในการดื่มนม

(เพิ่มเติม…)

โรคติดเน็ตคุณเป็นรึปล่าว=_=

Published on พฤศจิกายน 9th, 2009no comments

สำหรับเพื่อนๆคนไหนที่มีอยากใช้อินเตอร์เน็ตอย่างไม่อาจหักห้ามใจตัวเอง หรื่อที่เราๆเรียกว่า”โรคติดเน็ด”นั้นควรระวังตัวไว้นะเพราะเพื่อนๆอาจเข้าข่ายคนมีปัญหาทางจิตอย่างหนึ่งได้นะ

อินเตอร์เป็นเทคโนโลยีอย่างหนึ่ง ซึ่งเช่นเดียวกับเทคโนโลยีอื่นที่มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นคือมีทั้งข้อดีและข้อเสีย นอกเหนือจากเรื่องไม่ดีไม่งามต่างๆ ที่หลั่งไหลมากับสื่อชนิดนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาพลามกอานาจาร ไวรัส การผนัน หรืออะไรร้ายๆทำนองนี้แล้ว แม้แต่คนเล่นเว็บที่เลือกชมแต่สิ่งดีๆก็อาจจะมีปํญหาได้เหมือนกัน

เนื่องจากในสังคมอเมริกันมีคนใช้อินเตอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก และนับวันก็จะเพิ่มขึ้น ดังนั้น เขาจ฿งเกิดความเป็นห่วงกันว่า เทโนโลยีใหม่นี้จะส่งผลกระทบอะไรต่อจิตใจคนบ้างรึปล่าว ดังนั้นนาย David Greenfield นักวิจัยและนักจิตบำบัด จึงได้ร่วมกับสำนักข่าว ABC  News ทำการสำรวจความรู้สึกและสภาพจิตใจของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจำนวนมากถึง 17,251 รายผ่นทางเว็บไซท์ www.abcnews.com ซึ่งเป็นการศึกษษกลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ตครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำกันมาและได้นำเสนอผลงานครั้งนี้ในที่ประชุมประจำปีของสมาคมจิตเวชอเมริกัน เมื่อเดือนสิงหาคม(2542)ที่ผ่านมา

(เพิ่มเติม…)

ว่านหางจระเข้

Published on พฤศจิกายน 9th, 2009no comments

ว่านหางจระเข้เป็นต้นพืชที่มีเนื้ออิ่มอวบ จัดอยู่ในตระกูลลิเลี่ยม ( Lilium ) แหล่งกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในชานฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและบริเวณตอนใต้ของทวีปแอฟริกา พันธุ์ของว่านหางจระเข้มีมากมายกว่า 300 ชนิด ซึ่งมีทั้งพันธ์ที่มีขนาดใหญ่มากจนไปถึงพันธุ์ที่มีขนาดเล็กกว่า 10 เซนติเมตร ลักษณะพิเศษของว่านหางจระเข้ก็คือ มีใบแหลมคล้ายกับเข็ม เนื้อหนา และเนื้อในมีน้ำเมือกเหนียว
ว่านหางจระเข้ผลิดอกในช่วงฤดูหนาว ดอกจะมีสีต่างๆกัน เช่น เหลือง ขาว และแดง เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ของมัน

นับเป็นหลายศตวรรษที่หลายประเทศรู้จักใช้ว่านหางจระเข้รักษาโรคต่างๆมากมาย เนื่องจากมีคุณวิเศษในการรักษาแผลไฟลวก รักษาแผลทั่วไปและระงับความเจ็บปวด รวมทั้งรักษาโรคเรื้อนกวาง ในกรณีของโรคเรื้อนกวางนี้ ถ้าใช้สม่ำเสมอจะลดการตกสะเก็ดและอาการคัน รวมทั้งช่วยให้แผลดูดีขึ้น จากเอกสารทางประวัติศาสตร์ของอียิปต์ โรมัน กรีก แอลจีเรีย ตูนีเซีย อาหรับ อินเดียและจีน มีการรายงานใช้พืชนี้เป็นทั้งยาและเครื่องสำอาง แม้แต่พระนางคลีโอพัตราก็รักษาความงามและความมีเสน่ห์ของพระองค์ด้วยวุ้นของว่านหางจระเข้

(เพิ่มเติม…)

แพนเค้ก

Published on พฤศจิกายน 9th, 2009no comments

 

ส่วนผสม

แป้งอเนกประสงค์ ตราว่าว 1 ถ.
ผงฟู 1 1/ 2 ชช.
น้ำตาลทราย 1 1 / 2 ชช.
เนยสดละลาย 1 / 4 ถ.
ไข่ไก่ 1 ฟอง
นมข้นจืด 1 / 3 ถ.
น้ำ 1 / 3 ถ.
กลิ่นวานิลลา 1 / 2 ชช.

- ร่อนแป้งอเนกประสงค์ ตราว่าวกับผงฟู แลล้วเติมน้ำตาลทรายลงผสมเข้าด้วยกัน
- เติมส่วนผสมที่เหลือทั้งหมดลงไป ใช้ตตะกร้อมือคนให้เข้ากัน
- หยอดส่วนผสมลบนกระทะแบน ที่ทาน้ำมันพพืชบางๆโดยใช้ไฟ ปานกลาง ทอดให้เหลือง ทองทั้ง 2 ข้าง

เสิร์ฟร้อนๆพร้อมกับเนย แยม หรือน้ำผึ้ง

*ส่วนผสมแพนเค้ก อย่าคนนานเกินไป จะทำให้เนื้อเหนียว

ทำไมตัวอักษรในแป้นพิมพ์ถึงไม่เรียงเป็น A B C

Published on พฤศจิกายน 9th, 2009no comments

ทำไมตัวอักษรในแป้นพิมพ์ทั้งของเครื่องพิมพ์ดีดและคอมพิวเตอร์ ถึงไม่เรียงกันตามลำดับอักษรเช่น A B C และเมื่อมีคำถามที่น่าสนใจอย่างนี้ มีหรือที่เราจะไม่มาตอบให้หายคาใจ
      
        สำหรับการเรียงอักษรบนแป้นพิมพ์ในปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการเรียงที่เรียกว่า QWERTY (คิวเวอร์ตี้) ที่เรียกกันอย่างนี้เพราะเป็นการนำอักษร 6 ตัวแรก(เมื่อนับจากซ้ายมาขวา) ของแป้นพิมพ์ที่เป็นตัวอักษรแถวบนมาต่อกัน และถ้าหากจะถามว่าทำไมถึงต้องเรียงแบบนี้ เราคงต้องย้อนกลับไปในอดีตกันซะหน่อย
       
       การเรียงลำดับอักษรของแป้นพิมพ์ในปัจจุบันนั้น มีที่มาจากข้อจำกัดที่เกิดกับเครื่องพิมพ์ดีดในยุคแรกๆ ที่ยังจัดแป้นพิมพ์แบบเรียงตามลำดับตัวอักษรคือ เมื่อคนที่พิมพ์ดีดได้คล่องและเร็วมาพิมพ์จะทำให้ก้านพิมพ์ดีดขัดกันอยู่เสมอ ต่อมา คริสโตเฟอร์ ลาแธม โชลส์ วิศวกรเครื่องกลชาวสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ดีดสมัยใหม่รายแรกและได้รับสิทธิบัตรในปี 1868 จึงทำการเรียงลำดับตัวอักษรเสียใหม่ด้วยการแยกตัวอักษรที่มักใช้มาผสมเป็นคำร่วมกันบ่อยๆ ออกไปอยู่กันคนละฝั่งของแป้นพิมพ์ เพื่อทำให้นักพิมพ์ดีดพิมพ์ได้ช้าลงกว่าเดิม จะได้ไม่เกิดปัญหาก้านพิมพ์ขัดกันอีก

(เพิ่มเติม…)

++++ประเภทของไวรัส++++

Published on พฤศจิกายน 9th, 2009no comments

บูตเซกเตอร์ไวรัส
Boot Sector Viruses หรือ Boot Infector Viruses คือ ไวรัสที่เก็บตัวเองอยู่ในบูตเซกเตอร์ของดิสก์ การใช้งานของบูตเซกเตอร์คือเมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์เริ่มทำงานขึ้นมาตอนแรก เครื่องจะเข้าไปอ่านบูตเซกเตอร์โดยในบูตเซกเตอร์จะมีโปรแกรมเล็กๆไว้ใช้ในการเรียกระบบปฏิบัติการขึ้นมาทำงานอีกทีหนึ่ง บูตเซกเตอร์ไวรัสจะเข้าไปแทนที่โปรแกรมดังกล่าว และไวรัสประเภทนี้ ถ้าไปติดอยู่ในฮาร์ดดิสก์ โดยทั่วไปจะเข้าไปอยู่บริเวณที่เรียกว่า Master Boot Sector หรือ Parition Table ของฮาร์ดดิสก์นั้น ถ้าบูตเซกเตอร์ของฮาร์ดดิสก์ใดมีไวรัสประเภทนี้ติดอยู่ ทุกๆ ครั้งที่บูตเครื่องขึ้นมาโดย พยายามเรียกดอสจากดิสก์นี้ ตัวโปรแกรมไวรัสจะทำงานก่อนและจะเข้าไปฝังตัวอยู่ในหน่วยความจำเพื่อเตรียมพร้อมที่จะทำงานตามที่ได้ถูกโปรแกรมมา แล้วตัวไวรัสจึงค่อยไปเรียกดอสให้ขึ้นมาทำงานต่อไป ทำให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 
โปรแกรมไวรัส
Program Viruses หรือ File Intector Viruses เป็นไวรัสอีกประเภทหนึ่งที่จะติดอยู่กับโปรแกรม ซึ่งปกติก็คือ ไฟล์ที่มีนามสกุลเป็น COM หรือ EXE และบางไวรัสสามารถเข้าไปติดอยู่ในโปรแกรมที่มีนามสกุลเป็น sys และโปรแกรมประเภท Overlay Programs ได้ด้วย โปรแกรมโอเวอร์เลย์ปกติจะเป็นไฟล์ที่มีนามสกุลที่ขึ้นต้นด้วย OV วิธีการที่ไวรัสใช้เพื่อที่จะเข้าไปติดโปรแกรมมีอยู่ 2 วิธี คือ การแทรกตัวเข้าไปอยู่ในโปรแกรม ผลก็คือ หลังจากที่โปรแกรมนั้นติดไวรัสไปแล้ว ขนาดของโปรแกรมจะใหญ่ขึ้น หรืออาจมีการสำเนาตัวเองเข้าไปทับส่วนของโปรแกรมที่มีอยู่เดิม ดังนั้นขนาดของโปรแกรมจะไม่เปลี่ยนและยากที่จะซ่อมให้กลับเป็นดังเดิม การทำงานของไวรัสโดยทั่วไป คือ เมื่อมีการเรียกโปรแกรมที่ติดไวรัสอยู่ ตัวไวรัสจะเข้าไปหาโปรแกรมตัวอื่นๆ ที่อยู่ในดิสก์เพื่อทำสำเนาตัวเองลงไปทันทีแล้วจึงค่อยให้โปรแกรมที่ถูกเรียกนั้น ทำงานตามปกติต่อไป

  (เพิ่มเติม…)

แฮมเบอร์เกอร์

Published on พฤศจิกายน 9th, 2009no comments
 
     ยังไม่มีการบันทึกที่ชัดเจนว่าประเทศหรือชนชาติใดเป็นต้นตำรับของแฮมเบอร์เกอร์ แต่คำที่ใช้เรียกขนมปัง 2 ชิ้นที่มีเนื้ออยู่ตรงกลางว่าแฮมเบอร์เกอร์นั้น เริ่มต้นขึ้นที่เมืองฮัมบูร์ก(Hamburg) ประเทศเยอรมนี ขณะที่เมนูกินด่วนแบบนี้ยังไปฮิตติดอันดับที่สหรัฐ แทน ส่วนคนในฮัมบูรก์เองนั้น กลับนิยมทานแซนด์วิชมากกว่า อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้ที่แนะนำให้ชาวฮัมบูร์กรู้จักกับการปรุงอาหารชนิดนี้ โดยมีผู้กล่าวถึงที่มาเอาไว้ 2 ทฤษฎีด้วยกัน โดยทฤษฎีแรกมีการกล่าวเอาไว้ว่า ในช่วงยุคกลาง เมืองฮัมบูร์กเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญระหว่างโลกอาหรับและยุโรป ทำให้พ่อค้าอาหรับเข้ามาติดต่อกับชาวบ้าน และได้แนะนำอาหารที่ชื่อกะบาบ ซึ่งเป็นเนื้อลูกแกะบดผสมเครื่องเทศ ที่มักจะกินกันดิบๆ ให้กับชาวบ้าน หลังจากนั้นชาวเมืองฮัมบูร์กได้ดัดแปลงเปลี่ยนจากเนื้อลูกแกะไปเป็นเนื้อหมูหรือว่าเนื้อวัวแทน พร้อมกับปรุงรสขึ้นใหม่ จนกลายเป็น “ฮัมบูร์กสเต็ก”และสุดท้ายก็พัฒนากลายมาเป็น “แฮมเบอร์เกอร์” ในเวลาต่อมา 
      (เพิ่มเติม…)

กระจับ

Published on พฤศจิกายน 9th, 2009no comments
ชื่ออื่น กระจับ มะแง่ง
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ การใช้ประโยชน์
ต้น เป็นไม้น้ำที่มีรากหยั่งลงดิน มีไหลลอยอยู่ ตามผิวน้ำ   ใช้เป็นอาหาร เนื้อผลแก่ ต้มสุกเป็นอาหาร ใช้ผัดแทนแห้ว ทำน้ำกระจับ
ใบ ใบมีสองชนิด ชนิดหนึ่งลอยปริ่มน้ำ รูปใบมี ลักษณะคล้ายพัดขนาดเล็ก แผ่นใดด้านล่าง มีสีม่วงอมแดง ขอบใบจัก ก้านใบยาว พอง เป็นกระเปาะตรงกลาง ใบอีกชนิดหนึ่งอยู่ใน น้ำเป็นเส้นฝอย ๆ คล้ายขนนก มองดูคล้าย ราก   คุณค่าทาง โภชนาการ เนื้อกระจับมีแป้ง มีธาตุฟอส ฟอรัส มีแคลเซี่ยม วิตามินเอ โปรตีนและอื่น ๆ
ดอก มีสีขาว เหนือน้ำ เป็้นดอกสมบูรณ์เพศ กลีบ เลี้ยง 4 กลีบ กลีบดอก 4 กลีบ เกสรตัวผู้มี 4 อันติดสลับ กับกลีบดอก รังไข่อยู่เหนือวง กลีบ มี 2 ช่อง แต่ละ ช่องมีออวุล 1 เม็ด เมื่อผสมพันธุ์แล้วก้นจะงอลง น้ำเพื่อให้รัง ไข่ เจริญเติบโตเป็นผล   ใช้เป็นยา ใบกัดเสมหะแก้ไอ ขับเมือกใน ลำใส้ให้ลงสู่คูกทวาร เนื้อใน ฝักชูกำลัง บำรุงทารกใน ครรภ์ แก้อ่อนเพลีย บำรุงเนื้อ หนังให้สมบูรณ์และบำรุง กำลังคนไข้ หัว เป็นยาบำรุง กำลัง และบำรุงครรภ์
ผล เป็นฝักคล้ายหัวกระบือ มีเขาโค้งสองข้าง ซึ่งเติบโตมาจากกลีบเลี้ยง 2 กลีบ ส่วนอีก สองกลีบฝ่อและหลุดร่วงไป ฝักอ่อนมีสีม่วง แดงเมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีดำ เนื้อในมีสีขาว รับประทานได้ แต่ควรทำให้สุกก่อน   น้ำกระจับ ส่วนผสม
เนื้อกระจับ 1 ถ้วย
น้ำต้มสุก 2 ถ้วย
น้ำเชื่อม(อัตราส่วน 1:1) 1/2ถ้วย

วิธีทำ
ต้มกระจับสุก และเอาแต่เนื้อ ใส่ เครื่อง ปั่น เติมน้ำสุก ปั่นเติมน้ำ เชื่อม ชิมรสตามใจชอบจะได้ กระจับสีขาวขุ่น เพราะมีเนื้อกระ จับปนอยู่ รสหวานมัน