<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ประถมศึกษา</title>
	<atom:link href="http://study.eduzones.com/elementary/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://study.eduzones.com/elementary</link>
	<description>ความรู้ การเรียน ประถมศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Wed, 02 Dec 2009 20:53:26 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>ผลไม้ล้างพิษ</title>
		<link>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/10/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a9-2/</link>
		<comments>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/10/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a9-2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Nov 2009 06:47:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>editor_ae</dc:creator>
				<category><![CDATA[การงานอาชีพ เทคโนฯ]]></category>
		<category><![CDATA[สับปะรด]]></category>
		<category><![CDATA[องุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[แอปเปิ้ล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://study.eduzones.com/elementary/?p=2165</guid>
		<description><![CDATA[ในภาวะปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่ทำให้เราต้องเลือกกิน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้าสู่ร่างกายแล้วย่อมมีผลตามมาทั้งสิ้น อาหารชนิดเดียวกันบางครั้งก็มีทั้งคุณทั้งโทษ วันนี้horapa.comขอแนะนำผลไม้ที่ใช้ล้างพิษในร่างกายค่ะ ผลไม้เหล่านี้หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดทั่วไปและราคาไม่แพงด้วยค่ะ แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ที่ดีที่สุดสำหรับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย สารเปกตินในแอปเปิ้ลจะช่วยนำสารพิษไปกำจัดทิ้ง ทั้งยังป้องกันไม่ให้โปรตีนในลำไส้เกิดการบูดเน่า แอปเปิ้ลยังมีเส้นใยมากจะทำหน้าที่เป็นไม้กวาด ทำความสะอาดลำไส้ช่วยให้ตับและระบบย่อยทำงานได้ดียิ่งขึ้น กระตุ้นน้ำย่อย นอกจากนี้ยังมีวิตามินและเกลือแร่ และยังเหมาะกับผู้ที่กำลังลดน้ำหนักอีกด้วยค่ะ องุ่น เป็นสารฟอกล้างสำหรับผิวหนัง ตับ ลำไส้และไตโดยเฉพาะ เนื่องจากองุ่นมีคุณสมบัติรักษาน้ำมูกที่จะออกมาจากเยื่อเมือกต่างๆในร่างกาย องุ่นยังให้พลังงานสูงและนำไปใช้ได้ง่าย เกลือแร่อุดม ดังนั้นจึงช่วยบำรุงเลือดและซ่อมสร้างเซลล์ในร่างกาย สับปะรด มีเอนไซม์โปรเมลินสูง เอนไซม์ตัวนี้จะช่วยการทำงานของกรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะ และช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้น เชื่อกันว่าสับปะรดช่วยรักษาอาการอักเสบในทางเดินอาหาร ช่วยในการซ่อมแซมส่วนต่างๆที่สึกหรอ ช่วยการทำงานของต่อมไร้ท่อและช่วยกำจัดน้ำมูก มะละกอ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในภาวะปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่ทำให้เราต้องเลือกกิน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้าสู่ร่างกายแล้วย่อมมีผลตามมาทั้งสิ้น อาหารชนิดเดียวกันบางครั้งก็มีทั้งคุณทั้งโทษ วันนี้horapa.comขอแนะนำผลไม้ที่ใช้ล้างพิษในร่างกายค่ะ ผลไม้เหล่านี้หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดทั่วไปและราคาไม่แพงด้วยค่ะ</p>
<p><strong>แอปเปิ้ล</strong><br />
เป็นผลไม้ที่ดีที่สุดสำหรับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย สารเปกตินในแอปเปิ้ลจะช่วยนำสารพิษไปกำจัดทิ้ง ทั้งยังป้องกันไม่ให้โปรตีนในลำไส้เกิดการบูดเน่า แอปเปิ้ลยังมีเส้นใยมากจะทำหน้าที่เป็นไม้กวาด ทำความสะอาดลำไส้ช่วยให้ตับและระบบย่อยทำงานได้ดียิ่งขึ้น กระตุ้นน้ำย่อย นอกจากนี้ยังมีวิตามินและเกลือแร่ และยังเหมาะกับผู้ที่กำลังลดน้ำหนักอีกด้วยค่ะ</p>
<p><strong>องุ่น<br />
</strong>เป็นสารฟอกล้างสำหรับผิวหนัง ตับ ลำไส้และไตโดยเฉพาะ เนื่องจากองุ่นมีคุณสมบัติรักษาน้ำมูกที่จะออกมาจากเยื่อเมือกต่างๆในร่างกาย องุ่นยังให้พลังงานสูงและนำไปใช้ได้ง่าย เกลือแร่อุดม ดังนั้นจึงช่วยบำรุงเลือดและซ่อมสร้างเซลล์ในร่างกาย</p>
<p><span id="more-2165"></span></p>
<p><strong>สับปะรด<br />
</strong>มีเอนไซม์โปรเมลินสูง เอนไซม์ตัวนี้จะช่วยการทำงานของกรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะ และช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้น เชื่อกันว่าสับปะรดช่วยรักษาอาการอักเสบในทางเดินอาหาร ช่วยในการซ่อมแซมส่วนต่างๆที่สึกหรอ ช่วยการทำงานของต่อมไร้ท่อและช่วยกำจัดน้ำมูก</p>
<p><strong>มะละกอ มะม่วง แตงโม</strong><br />
ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันแต่มะม่วงมีสารสำคัญน้อยกว่ามะละกอเล็กน้อย ผลไม้ทั้งสองชนิดมีเอนไซม์ชื่อปาเปน ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับน้ำย่อยเปปซินในกระเพาะอาหาร ดังนั้นมันจึงช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้นเช่นเดียวกับโปรเมลิน ทั้งมะละกอและมะม่วงดีสำหรับทำความสะอาดลำไส้และช่วยย่อยอาหาร เชื่อกันว่ามะละกอยังช่วยลดอาการซึมเศร้าได้อีกด้วย แตงโมมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ดังนั้นจึงช่วยฟอกล้างร่างกายได้เป็นอย่างดี ใช้รักษาแผลในกระเพาะ ลดความดันเลือดสูง ทำให้สบายท้อง น้ำคั้นจากเปลือกของแตงโมและเมล็ด หากดื่มก่อนกินเนื้อแตงโมในมื้ออาหารสักครึ่งชั่วโมง จะทำให้ได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากเปลือกของแตงโมอุดมด้วยคลอโรฟิลล์และเมล็ดอุดมด้วยวิตามิน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/10/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a9-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กิมจิ</title>
		<link>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/10/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b4/</link>
		<comments>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/10/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Nov 2009 06:39:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>editor_ae</dc:creator>
				<category><![CDATA[การงานอาชีพ เทคโนฯ]]></category>
		<category><![CDATA[การหมักดอง]]></category>
		<category><![CDATA[กิมจิ]]></category>
		<category><![CDATA[เกาหลี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://study.eduzones.com/elementary/?p=2161</guid>
		<description><![CDATA[ตั้งแต่มนุษย์เริ่มทำการเพาะปลูกมานั้น ผักเป็นที่ชื่นชอบเนื่องจากมีวิตามินและแร่ธาตุมากมาย อย่างไรก็ดีในฤดูหนาวเมื่อการเพาะปลูกไม่เอื้ออำนวยจึงได้นำไปสู่การพัฒนาการการถนอมอาหารโดยวิธีการหมักดอง กิมจิซึ่งเป็นผักดองชนิดหนึ่งจึงถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 7    กำเนิดการใช้พริกเผ็ดป่น แรกทีเดียว กิมจิเป็นผักดองเค็มดีๆนี่เอง แต่ในระหว่างศตวรรษที่ 12 ได้มีการทำกิมจิในรูปแบบใหม่ที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศและเครื่องปรุงรสและในศตวรรษที่ 18 พริกเผ็ดป่นก็ได้มาเป็นส่วนผสมที่สำคัญของกิมจิในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องขอขอบคุณการนำเอากะหล่ำปลีเข้ามาในศตวรรษที่ 19 มาทำเป็นกิมจิซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในปัจจุบันนี้ ที่มาของชื่อกิมจิ เป็นที่น่าสงสัยกันมาตลอดว่าชื่อกิมจินี้คงมาจากคำว่าชิมเช (Shimchae) (ผักดองเค็ม) แต่ด้วยสำเนียงที่เปลี่ยนไป ก็จะกลายเป็น: ชิมเช &#8211; คิมเช &#8211; กิมเช &#8211; กิมจิ กิมจิในสมัยโบราณ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: large">ตั้งแต่มนุษย์เริ่มทำการเพาะปลูกมานั้น ผักเป็นที่ชื่นชอบเนื่องจากมีวิตามินและแร่ธาตุมากมาย อย่างไรก็ดีในฤดูหนาวเมื่อการเพาะปลูกไม่เอื้ออำนวยจึงได้นำไปสู่การพัฒนาการการถนอมอาหารโดยวิธีการหมักดอง กิมจิซึ่งเป็นผักดองชนิดหนึ่งจึงถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 7<br />
   </span><strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #560056"><span style="font-size: large"><span>กำเนิดการใช้พริกเผ็ดป่น</span><br />
</span></span></span></strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #560056"><span style="font-size: large"><span>แรกทีเดียว กิมจิเป็นผักดองเค็มดีๆนี่เอง แต่ในระหว่างศตวรรษที่ 12 ได้มีการทำกิมจิในรูปแบบใหม่ที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศและเครื่องปรุงรสและในศตวรรษที่ 18 พริกเผ็ดป่นก็ได้มาเป็นส่วนผสมที่สำคัญของกิมจิในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องขอขอบคุณการนำเอากะหล่ำปลีเข้ามาในศตวรรษที่ 19 มาทำเป็นกิมจิซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในปัจจุบันนี้<br />
</span><br />
</span></span></span><strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #560056"><span style="font-size: large"><span>ที่มาของชื่อกิมจิ</span><br />
</span></span></span></strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #560056"><span style="font-size: large"><span>เป็นที่น่าสงสัยกันมาตลอดว่าชื่อกิมจินี้คงมาจากคำว่าชิมเช (Shimchae) (ผักดองเค็ม) แต่ด้วยสำเนียงที่เปลี่ยนไป ก็จะกลายเป็น: ชิมเช &#8211; คิมเช &#8211; กิมเช &#8211; กิมจิ</span><br />
<span><strong>กิมจิในสมัยโบราณ</strong></span><br />
</span></span></span><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #560056"><span style="font-size: large"><span>เป็นการยากที่จะพิสูจน์ขบวนการการพัฒนากิมจิในสมัยโบราณเพราะการบันทึกทางประวัติศาสตร์ในสมัยนั้นแทบจะไม่มีเลย เราเพียงแต่สันนิษฐานเอาว่าใช้วิธีการนำผักมาดองเกลือเพื่อที่จะเก็บรักษาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้เท่านั้น<br />
     <br />
<span><strong>กิมจิในสมัยอาณาจักรโคเรียว</strong></span><br />
แม้จะไม่มีการบันทึกแน่ชัดลงไปว่ามีการพบกิมจิในสมัยก่อน กะหล่ำปลีได้ถูกกล่าวถึงในตำรายารักษาโรคทางภาคตะวันออกเรียกว่า ฮันยักกูกึบบัง (Hanyakgugeupbang) มีกิมจิสองชนิดคือ กิมจิ-จางอาจิ (Kimchi-jangajji) (หัวไชเท้าฝานเป็นแผ่นดองด้วยซอสถั่วเหลือง) และ ซุมมู โซกึมชอลรี (Summu Sogeumjeori &#8211; หัวไชโป๊) สมัยนี้กิมจิเริ่มได้รับความสนใจว่าเป็นอาหารแปรรูปที่ชื่นชอบโดยไม่คำนึงถึงฤดูกาลและการเก็บรักษาในฤดูหนาว สงสัยกันว่าการพัฒนาให้มีรสชาติในสมัยนั้นคือการทำกิมจิให้มีรสจัดจ้าน<br />
     <br />
<span><strong>กิมจิในสมัยโชซอน</strong></span><br />
หลังจากที่ได้มีการนำผักจากต่างประเทศเข้ามา กะหล่ำปลีใช้เป็นผักหลักในการทำกิมจิโดยทั่วไป ต้นศตวรรษที่ 17 (หลังจากที่ถูกญี่ปุ่นรุกรานในปี ค.ศ. 1592) มีการนำเข้าพริกจากประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นราว 200 ปี พริกได้ถูกใช้เป็นส่วนผสมอย่างหนึ่งของกิมจิ ดังนั้นราวปลายสมัยโชซอนสีของกิมจิจึงกลายมาเป็นสีแดง<br />
     <br />
<span><strong>กิมจิในราชสำนักโชซอน</strong></span><br />
ตามปกติมีกิมจิสามชนิดที่ได้ถูกนำขึ้นมาถวายต่อกษัตริย์ในราชวงศ์โชซอน ได้แก่กะหล่ำปลีล้วน ชอทกุกจิ (Jeotgukji) เป็นกิมจิที่ผสมด้วยปลาหมักจำนวนมาก กิมจิหัวไชเท้า หรือ คักดูกิ (kkakdugi) และกิมจิน้ำตำราอาหารของโชซอน คือ โชซอน มูซางซานชิก โยรีเจบ็อบ (Joseon massangsansik yorijebeop) อธิบายการทำ ชอทกุกจิดังนี้: <br />
1) ขั้นตอนแรกหั่นกะหล่ำปลีและหัวไชเท้าที่ล้างสะอาดแล้วเป็นชิ้นเล็กๆแล้วหมักเกลือ<br />
2) นำมาผสมกับพริกแดงสับ กระเทียม ดรอบวอท (มินาริ -minari) ใบมัสตาด และสาหร่ายทะเล<br />
3) ต้มปลาหมักแล้วทิ้งไว้ให้เย็น<br />
4) ผสมน้ำปลาต้มกับเครื่องปรุงทั้งหมด<br />
5) นำไปหมักในหม้อแล้วปล่อยทิ้งไว้จนได้ที่<br />
     <br />
แม้หัวไชเท้าและน้ำจะเป็นวัตถุหลักในการทำกิมจิน้ำ (dongchimi) ยังมีเครื่องปรุงหลายอย่างใช้ในการเพิ่มรสชาติสำหรับราชสำนักโชซอน หัวไชเท้าที่นำไปทำกิมจิน้ำจะต้องมีรูปทรงที่ดีและจะต้องล้างและหมักด้วยเกลือก่อนที่จะนำไปหมักในไหฝังดิน มีเกร็ดเล็กน้อยว่ากษัตริย์โกชอง (Gojong) กษัตริย์องค์รองสุดท้ายของโชซอน โปรดก๋วยเตี๋ยวเย็นผสมในกิมจิน้ำพร้อมด้วยน้ำซุปเนื้อเป็นอาหารมื้อค่ำในฤดูหนาว ดังนั้นจึงมีการทำกิมจิน้ำตำหรับพิเศษโดยมีลูกแพร์เป็นส่วนผสมใช้ทำก๋วยเตี๋ยวเย็นโดยเฉพาะ<br />
</span><br />
</span></span></span><strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #560056"><span style="font-size: large"><span>กิมจิสมัยใหม่</span><br />
</span></span></span></strong><span><span style="font-family: MS Sans Serif;color: #560056"><span style="font-size: large">มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์พบว่ากิมจิเป็นอาหารบำรุงอย่างดีและมีนักโภชนาการทั้งหลายยังได้แนะนำให้เป็นอาหารในอนาคตสำหรับการบริโภคทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้นกิมจิจึงเป็นสินค้าส่งออกไปยังประเทศต่างๆที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ชาวเกาหลีที่เดินทางเข้าประเทศจีน รัสเซีย และ เกาะฮาวาย และ ญี่ปุ่น เป็นคนแรกที่แนะนำกิมจิและรับประทานกิมจิเป็นเครื่องเคียงและค่อยๆเป็นที่นิยมขึ้นเรื่อยๆในหมู่ชาวต่างชาติ ด้วยประการฉะนี้จะพบกิมจิได้ในที่ที่มีชาวเกาหลีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกาและญี่ปุ่นซึ่งมีชาวเกาหลีมากมาย กิมจิบรรจุกล่องหาได้ง่าย แต่ก่อนการผลิตและการบริโภคกิมจิจะอยู่ในสังคมชาวเกาหลีเท่านั้น แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นอาหารของโลกไปแล้ว<br />
</span></span></span></p>
<p><span><strong>ทำไมกิมจิถึงได้มีการพัฒนาในประเทศเกาหลี</strong></span><br />
ในโลกนี้มีอาหารประเภทผักหมักดองไม่กี่ชนิด เหตุผลเป็นไปได้ว่ากิมจิได้รับการพัฒนาเป็นอาหารหมักขึ้นชื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเกาหลีมีดังนี้: <br />
1) ผักต่างๆเป็นที่นิยมของคนโบราณในประเทศเกาหลี การผลิตที่สำคัญคือการเกษตรกรรม <br />
2) ชาวเกาหลีมีวิธีการที่น่าทึ่งในการหมักปลาเพื่อใช้เป็นเครื่องปรุงรส <br />
3) กะหล่ำปลี (Brassica) ซึ่งเหมาะในการทำกิมจิมีปลูกอยู่ทั่วไป</p>
<p>มีการบอกเล่ากันมาว่าการพัฒนากิมจิมีรากฐานมาจากสมัยนิยมการถือครอบครองที่ดินสำหรับพระซึ่งเริ่มมีมาก่อนสมัยของสามอาณาจักรบนคาบสมุทรเกาหลี เนื่องจากฤดูหนาวอันหนาวเหน็บนั้น ผู้คนในสมัยนั้นจำต้องรู้วิธีการถนอมอาหารประเภทผักเพื่อเก็บรักษาไว้</p>
<p><span id="more-2161"></span></p>
<p> </p>
<p><!--more--></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/10/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อาหารเทศกาลสำคัญ ๓ อย่างของจีน &#8211;ขนมอี๋ บ๊ะจ่าง และ ขนมไหว้พระจันทร์</title>
		<link>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/10/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d-%e0%b9%93-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/10/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d-%e0%b9%93-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Nov 2009 06:35:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>editor_ae</dc:creator>
				<category><![CDATA[การงานอาชีพ เทคโนฯ]]></category>
		<category><![CDATA[ขนมไหว้พระจันทร์]]></category>
		<category><![CDATA[ตรุษจีน]]></category>
		<category><![CDATA[บ๊ะจ่าง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://study.eduzones.com/elementary/?p=2159</guid>
		<description><![CDATA[ในช่วงเทศกาลต่าง ๆ ของจีน  ขนบธรรมเนียมประเพณีด้านอาหารการกินของจีนมีลักษณะพิเศษมาก  เทศกาลตรุษจีน  และ เทศกาลไหว้พระจันทร์ เป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดในรอบปีตามขนบประเพณีของจีน ขนมอี๋  บ๊ะจ่าง และ ขนมไหว้พระจันทร์  เป็นอาหารที่ใช้ในการเฉลิมฉลอง ๓ เทศกาลดังกล่าวนี้  จึงถูกเรียกว่าเป็นอาหารเทศกาลสำคัญ ๓ อย่าง   ต่อไปจะแนะนำสิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับ  ขนมอี๋  บ๊ะจ่าง และ ขนมไหว้พระจันทร์   เทศกาลตรุษจีนเป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดของชาวจีน  การฉลองเทศกาลตรุษจีนมีขนบประเพณีด้านอาหารการกินที่เป็นชุด  ส่วนขนม อี๋ที่ใช้ในการฉลองเทศกาลโคมไฟในวันขึ้น ๑๕ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในช่วงเทศกาลต่าง ๆ ของจีน  ขนบธรรมเนียมประเพณีด้านอาหารการกินของจีนมีลักษณะพิเศษมาก  เทศกาลตรุษจีน  และ เทศกาลไหว้พระจันทร์ เป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดในรอบปีตามขนบประเพณีของจีน ขนมอี๋  บ๊ะจ่าง และ ขนมไหว้พระจันทร์  เป็นอาหารที่ใช้ในการเฉลิมฉลอง ๓ เทศกาลดังกล่าวนี้  จึงถูกเรียกว่าเป็นอาหารเทศกาลสำคัญ ๓ อย่าง   ต่อไปจะแนะนำสิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับ  ขนมอี๋  บ๊ะจ่าง และ ขนมไหว้พระจันทร์ </p>
<p> เทศกาลตรุษจีนเป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดของชาวจีน  การฉลองเทศกาลตรุษจีนมีขนบประเพณีด้านอาหารการกินที่เป็นชุด  ส่วนขนม อี๋ที่ใช้ในการฉลองเทศกาลโคมไฟในวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือนอ้ายตามปฏิทินจันทรคตินั้นเป็นอาหารรั้งท้ายใน ประเพณีการกินในการเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่   ในวันนี้  แต่ละ ครอบครัวต้องรับประทานขนมอี๋  ชาวภาคใต้และชาวภาคเหนือของจีนเรียกขนมอี๋ต่างกัน  ชาวภาคใต้เรียกขนมอี๋ ว่า ทังหยวน ส่วนชาวภาคเหนือเรียกขนมอี๋ว่าหยวนเซียว  นอกจากนี้ วิธีการทำหยวนเซียว และ ทังหยวนก็ต่างกัน </p>
<p>วิธีการทำ หยวนเซียวในภาคเหนือของจีนคือ  นำถั่วลิสง น้ำตาลทรายและถั่วเขียวสุกที่บดให้ละเอียดมาผสมเป็นไส้ถั่ว แล้วนำไส้ถั่วเหล่านี้มาปั้นให้เป็นเม็ดกลม ๆ  และจุ่มน้ำ  หลังจากนั้น วางไส้เม็ดกลมเหล่านี้ลงในบุ้งกี๋ที่มีแป้งข้าวเหนียว แล้วเขย่าบุ้งกี๋ ทำให้ไส้เม็ดกลมเคลือบด้วยแป้งข้าวเหนียว   จนกลายเป็นลูกกลมที่มีขนาดเล็กกว่าไข่ไก่เล็กน้อย เพียงเท่านี้ก็เป็นขนม หยวนเซียวเรียบร้อย  ในยุคปัจจุบัน  ผู้คนมีธุระการงานมาก  ส่วน มากไม่ได้ทำ ขนมหยวนเซียวด้วยตนเอง  แต่ไปซื้อ ขนมหยวนเซียวสำเร็จรูปตามตลาด   เมื่อ เทศกาลโคมไฟมาถึง  ตามถนนใหญ่หรือตรอกเล็กซอยน้อย  จะเห็นมีพ่อค้าแม่ค้าตั้งแผงลอย และใช้บุ้งกี๋ขนาดใหญ่ผลิต และจำหน่ายขนมอี๋   ที่กรุงปักกิ่ง  ขนมอี๋ของ ร้านยี่ห้อ เต้าเซียงจูน และ ร้านยี่ห้อ กุ้ยเซียงจูนได้รับความนิยมจากชาวปักกิ่งมากที่สุด</p>
<p><span id="more-2159"></span></p>
<p>สำหรับชาวภาคใต้  พวกเขานิยมทำขนมอี๋ด้วยตนเอง   พวกเขา ใช้น้ำร้อนผสมกับแป้งข้าวเหนียว  นำถั่วลิสง และถั่วเขียวสุกที่บดละเอียดและสิ่งอื่น ๆ มาผสมกัน เพื่อทำเป็นไส้ เสร็จแล้วก็ใช้แป้งข้าวเหนียวห่อไส้ ปั้นเป็นลูกกลมเล็ก ๆ   ขนมอี๋ที่มีชื่อเสียงในภาคใต้ของจีนคือ ขนมอี๋ที่ผลิตจากเมืองหนิงโปที่อยู่ทางภาคตะวันออกของจีน และ ไล่ทังหยวนที่ผลิตที่ เมืองเฉิงตู ของมณฑล เสฉวน </p>
<p>ไม่ว่า ขนมหยวนเซียว หรือ ขนมทังหยวน  ล้วนต้องต้มน้ำกิน  เมื่อต้มขนมหยวนเซียว หรือ ขนมทังหยวนสุกแล้ว จะนิ่มและมีรสหวาน อร่อยมาก  ตามที่เล่ากันในหมู่ประชาชน  สาเหตุที่หมู่ชาวจีนรับ ประทานขนมหยวนเซียว หรือ ขนมทังหยวน  ในเทศกาลโคมไฟ ก็เพราะว่า  คำว่า ขนมหยวนเซียว และ ขนมทังหยวน มีความหมายว่า  สมาชิกครอบครัวอยู่พร้อมหน้ากัน </p>
<p>ในวันแรม ๕ ค่ำเดือน๕ ตามปฏิทินจันทรคติ เป็นเทศกาล บ๊ะจ่าง ขนบประเพณีด้านอาหารการกินในเทศกาลนี้คือ รับประทาน บ๊ะจ่าง บ๊ะจ่างเป็นขนมที่ใช้ใบไผ่ห่อข้าวเหนียว ทำเป็นรูปทรงกรวยหรือรูปลักษณะต่าง ๆ   แล้วใช้เชือกเส้นเล็ก ๆ มัด   เมื่อทำเสร็จแล้ว  ก็ต้มให้สุก แล้วรับประทานได้    เนื่องจากประชาชาในท้องที่ต่าง ๆ ของจีนมีรสนิยมที่แตกต่างกัน   ไส้และรสชาติของบ๊ะจ่างในท้องถิ่น ต่าง ๆ ของจีนจึงมีรสชาติแตกต่างกัน  เมือง ซูโจว เจียซิงและหนิงโปซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแยงซี เป็นเขตที่เรียกได้ว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว   ด้วยเหตุนี้  บ๊ะจ่างที่ผลิตจากที่นี่จึงเป็นตัวแทนของ  บ๊ะจ่างภาคใต้จีน  ส่วนประกอบที่สำคัญของไส้ มีถั่วเขียวสุกที่บดละเอียด เนื้อหมู ลูกจ๊อที่บดละเอียดเป็นต้น   ส่วนบ๊ะจ่างของภาคเหนือจะนำลูกจ๊อที่บดละเอียดและผลไม้แห้งมาทำเป็นไส้</p>
<p>บ๊ะจ่างกลายเป็นอาหารในการฉลองเทศกาลมานาน เล่ากันว่า  การรับประทานบ๊ะจ่างในเทศกาลบ๊ะจ่างนั้นก็เพื่อระลึกถึง  ชีหยวน กวีเอกผู้มีความรักชาติยิ่งใหญ่ในสมัยโบราณของจีน  เล่ากันว่า  เมื่อศตวรรษที่ ๓ ก่อนคริสติศักราช  ปิตุภูมิของ ชีหยวนถูกข้าศึกตีแตก   ชีหยวนมีความโศกเศร้าระทมใจและ โกรธแค้นมาก จึงกระโดดแม่น้ำฆ่าตัวตายในวันแรม ๕ เดือน ๕  หลังจากนั้น  วันนี้ก็ได้กลายเป็นวันระลึกถึง ชีหยวน  เมื่อถึงวันนั้น  ประชาชนก็จะนำข้าวเหนียวใส่กระบอกไม้ไผ่  แล้วโยนลงไปในแม่น้ำ เพื่อเป็นการไว้อาลัย  ชีหยวน  ต่อมา มีการเล่ากันว่า   ขนมที่นำไปเซ่นไหว้ถูกมังกรที่อยู่ในแม่น้ำขโมยกิน   ประชาชนจึงใช้ใบไม้ห่อกระบอกไม้ไผ่ แล้วใช้เชือกสีมัดไว้   เล่ากันว่า มังกรคะนองน้ำกลัวสิ่งของสองอย่างนี้ที่สุด  ต่อมา  กระบอกไม้ไผ่ที่ใส่ข้าวเหนียวก็ค่อย ๆ พัฒนาเป็นบ๊ะจ่างในสมัยปัจจุบัน</p>
<p>บ๊ะจ่างไม่เพียงแต่เป็นขนมฉลองเทศกาล หากยังเป็นของขวัญในหมู่เพื่อนฝูงญาติพี่น้องได้  เมื่อถึงเทศกาล บ๊ะจ่าง ประชาชนที่ไปเยี่ยมเพื่อนหรือญาติพี่น้องมักจะหิ้วบ๊ะจ่างไปฝากกัน ในวันขึ้น ๑๕  ค่ำเดือน  ๘  ตามปฏิทินจันทรคติ  ดวงจันทร์ในค่ำวันนี้เต็ม ดวงและดวงโตที่สุด   จึงเรียกว่า เทศกาล ถวนหยวน ซึ่งมีความหมายว่า  เทศกาลที่ญาติพี่น้องอยู่พร้อมหน้ากัน   ในคืนเทศกาล ไหว้พระจันทร์ ขนมไหว้พระจันทร์เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด ขนมไหว้พระจันทร์ เป็นขนมรูปกลมแบน ข้างในมีไส้  สิ่งที่ต่างจากขนมเปี๊ยะปกติคือ บนเปลือกผิวด้านหน้าของขนมไหว้พระจันทร์จะมีแบบลวดลายต่าง ๆ เช่น   รูปเทพธิดาฉางเอ้อที่เหาะจากโลกมนุษย์ไปสู่พระจันทร์ หรือลวดลายที่แสดงให้เห็นถึงดอกไม้สวยงามและพระจันทร์ เต็มดวง เป็นต้น</p>
<p>ในคืนไหว้ พระจันทร์ เมื่อ ดวงจันทร์เริ่มขึ้นสู่ท้องฟ้า   ผู้คนต่างก็นำขนมไหว้พระจันทร์และ ผลไม้ชนิดต่าง ๆ ไปวางที่ลานหน้าบ้าน เพื่อทำพิธีไหว้พระจันทร์   หลังพิธีไหว้พระจันทร์   คนในครอบครัวก็จะแบ่งขนมไหว้พระจันทร์กิน  การกระทำเช่นนี้มีความหมายว่า    คนในบ้านจะอยู่พร้อมหน้ากัน</p>
<p>รสชาติของขนมไหว้พระจันทร์ในท้องถิ่นต่าง ๆ ของจีนก็แตกต่างกัน  ขนมไหว้พระจันทร์ปักกิ่ง ซูโจว  กวางตุ้งและแต้จิ๋วเป็นขนมไหว้พระจันทร์ที่มีชื่อเสียงและอร่อยที่สุดในประเทศจีน </p>
<p>เมื่อประชาชนจีนมีระดับชีวิตความเป็นอยู่ที่สูงขึ้น  ไส้ขนม ไหว้พระจันทร์ก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน  นอกจากมีไส้แบบดั้งเดิม เช่นทำจากน้ำตาลทราย ลูกจ๊อ ถั่วแดง แฮมเป็นต้น  ยังมีไส้แบบทำจากไข่เค็ม ผลไม้หรือเนยอีกด้วย</p>
<p>ขนมไหว้พระจันทร์ก็เป็นของขวัญที่ดีสำหรับฝากเพื่อนและญาติพี่น้อง  เมื่อถึงเทศกาลไหว้ พระจันทร์ ห้างร้านต่าง ๆ ก็จะมีการวางขนมไหว้พระจันทร์ต่าง ๆ ที่ใส่ไว้ในหีบ ห่อที่สวยงามไว้จำหน่าย เป็นการเตือนผู้คนว่า ถึงเวลาเทศกาลที่อยู่พร้อมหน้ากับเพื่อนและญาติพี่น้องต่าง ๆ แล้ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/10/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d-%e0%b9%93-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นมถั่วเหลือง&#8230;ดีจริงๆ</title>
		<link>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/10/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%86/</link>
		<comments>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/10/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%86/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Nov 2009 06:26:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>editor_ae</dc:creator>
				<category><![CDATA[การงานอาชีพ เทคโนฯ]]></category>
		<category><![CDATA[Soybean]]></category>
		<category><![CDATA[ธัญพืช]]></category>
		<category><![CDATA[นมถั่วเหลือง]]></category>
		<category><![CDATA[โรคหัวใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://study.eduzones.com/elementary/?p=2156</guid>
		<description><![CDATA[ นมถั่วเหลือง&#8230;ดีจริงๆ ในรายการเครื่องดื่มยามเช้ายอดนิยมของคนกรุงยุคนี้ นมถั่วเหลืองเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มจากธัญพืชที่ได้ถูกบรรจุไว้ในอันดับต้นๆ ของความนิยม  เราจะพบเห็นการค้าขายได้ทั่วไปในยามเช้า  และปัจจัยหนุนที่สำคัญต่อการขยายตัวของตลาดนมถั่วเหลืองคือ กระแสความสนใจในเรื่องการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ และผลงานวิจัยที่ยืนยันถึงการบริโภคผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและมะเร็ง  ซึ่งดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ให้ความสนใจในสุขภาพ ก็มีความชื่นชอบและรับประทานเป็นประจำ     หลายท่านคงทราบถึงประโยชน์อันมหัศจรรย์ของนมถั่วเหลือง และดิฉันก็เห็นว่านมถั่วเหลืองก็เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคนรักสุขภาพแทนการดื่มนมวัว แต่ก็ยังมีข้อมูลบางอย่าที่ดิฉันเริ่มสนใจว่า&#8230;จริงๆ แล้วถั่วเหลือง มีประโยชน์ที่แท้จริงอะไรที่ทำให้หลายคนสนใจที่จะบริโภค&#8230;ดิฉันได้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า&#8230;              ถั่วเหลืองมีชื่อสามัญว่า Soybean และมีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Glycine max  (L.) Merr.อยู่ในวงศ์  Leguminosae  และมีชื่อที่เรียกตามท้องถิ่นเช่น ถั่วพระเหลือง  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="text-align: center"><img src="http://static.flickr.com/50/134089182_34f38a4279_m.jpg" border="0" alt="" width="106" height="96" /></div>
<p align="center"><span style="color: #ff9900;font-size: x-large"><strong> นมถั่วเหลือง&#8230;ดีจริงๆ</strong></span></p>
<p><span style="font-size: medium">ในรายการเครื่องดื่มยามเช้ายอดนิยมของคนกรุงยุคนี้ นมถั่วเหลืองเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มจากธัญพืชที่ได้ถูกบรรจุไว้ในอันดับต้นๆ ของความนิยม  เราจะพบเห็นการค้าขายได้ทั่วไปในยามเช้า  และปัจจัยหนุนที่สำคัญต่อการขยายตัวของตลาดนมถั่วเหลืองคือ กระแสความสนใจในเรื่องการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ และผลงานวิจัยที่ยืนยันถึงการบริโภคผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและมะเร็ง  ซึ่งดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ให้ความสนใจในสุขภาพ ก็มีความชื่นชอบและรับประทานเป็นประจำ</span></p>
<p><span style="font-size: medium">    หลายท่านคงทราบถึงประโยชน์อันมหัศจรรย์ของนมถั่วเหลือง และดิฉันก็เห็นว่านมถั่วเหลืองก็เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคนรักสุขภาพแทนการดื่มนมวัว แต่ก็ยังมีข้อมูลบางอย่าที่ดิฉันเริ่มสนใจว่า&#8230;จริงๆ แล้วถั่วเหลือง มีประโยชน์ที่แท้จริงอะไรที่ทำให้หลายคนสนใจที่จะบริโภค&#8230;ดิฉันได้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า&#8230;</span></p>
<p><span style="font-size: medium"><span id="more-2156"></span></span></p>
<p><span style="font-size: medium"> </span></p>
<div style="text-align: center"><img src="http://static.flickr.com/56/134089183_7feaf2ea4f_m.jpg" border="0" alt="" width="89" height="113" />  <img src="http://static.flickr.com/49/134089181_79fcdd8590_t.jpg" border="0" alt="" width="92" height="112" /></div>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium">       <strong><span style="color: #ff9900">ถั่วเหลือง</span></strong>มีชื่อสามัญว่า Soybean และมีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า <em>Glycine max</em>  (L.) Merr.อยู่ในวงศ์  Leguminosae  และมีชื่อที่เรียกตามท้องถิ่นเช่น ถั่วพระเหลือง  ถั่วแระ  ถั่วเหลือง (ภาคกลาง)  มะถั่วเน่า(ภาคเหนือ)   อึ่งตั่วเต่า  เฮ็กตั่วเต่า <strong><span style="color: #ff6699">ลักษณะสำคัญของถั่วเหลืองคือ</span></strong> เป็นพืชล้มลุก ราก ถั่วเหลืองมีระบบรากแก้ว (tap root system) ตามรากจะพบปม (nodule) ซึ่งเกิดจากแบคทีเรียพวก Rhizobium japonicum เข้าไปอาศัยอยู่ แบคทีเรียจะได้รับคาร์โบไฮเดรตจากต้นถั่วเหลือง และถั่วเหลืองก็จะได้ไนโตรเจนในรูปไนเตรตที่แบคทีเรียตรึงได้จากอากาศไปใช้ประโยชน์ต่อไป การอยู่อาศัยของแบคทีเรียที่รากเรียกว่าเป็นแบบชีวสัมพันธ์ (symbiosis) หรือพึ่งพาอาศัยกัน<br />
    ถั่วเหลืองมีประโยชน์อย่างมากต่อโลก โดยเป็นพืชตระกูลถั่วที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ  เมล็ดถั่วเหลืองประกอบด้วย</span></p>
<ul>
<li><span style="font-size: medium"><span style="color: #ff3366">โปรตีน (30-50 %) และเป็นโปรตีนจากพืชเพียงชนิดเดียวที่มีคุณสมบัติเหมือนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ มีกรด aminoacid ที่สำคัญ 9 ชนิด</span> </span></li>
<li><span style="font-size: medium"><span style="color: #ff3366">ไขมัน  (13-24 %) มีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย มีวิตามินอีสูงส่วนประกอบของไขมันได้แก่ ไขมันไม่อิ่มตัว(polyunsaturated fat) ร้อยละ 63 ไขมันอิ่มตัว(saturated fat ) ร้อยละ 15 ไขมันไม่อิ่มตัวชนิดเดี่ยว (monounsaturated) 24 % และยังมีกรด linoleic acid ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อมนุษย์</span> </span></li>
<li><span style="font-size: medium"><span style="color: #ff3366">คาร์โบไฮเดรท (12-24 %)</span> </span></li>
</ul>
<p><span style="font-size: medium">     ดังนั้นถั่วเหลืองจึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย อาทิเช่น ใช้เป็นอาหารของมนุษย์ ทั้งในรูปของการบริโภคโดยตรงหรือแปรรูปเป็นอาหารต่าง ๆ หรือใช้ในอุตสาหกรรมสกัดน้ำมันและอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ ส่วนกากถั่วเหลืองยังใช้เป็นแหล่งโปรตีนสำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ นอกจากนี้แล้วการปลูกถั่วเหลืองยังช่วยบำรุงดินอีกด้วย ทั้งนี้เนื่องจากมีไรโซเบียมอาศัยอยู่ในปมที่ราก ทำให้สามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้</span></p>
<p><span style="font-size: medium">      และในถั่วเหลืองมีสารเคมี ที่เป็นประโยชน์หลายชนิด เช่น Lecithin, Oligosaccharide, Vitamin E, Cholesterol,   phytes, Isoflavones  เป็นต้น และประโยชน์ที่น่าสนใจของ <strong><span style="color: #ff00cc">&#8220;ISOFLAVONES&#8221;</span> <span style="color: #ff00cc">คือการเป็นสารที่มีประโยชน์ในสตรีวัยทอง</span></strong> เพราะออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน (PHYTORESTROGEN) แต่อ่อนกว่ามากจะช่วยเพิ่มมวลกระดูก(bone Mass) ให้หนาแน่นขึ้นโดยลดการละลายแคลเซียมออกจากกระดูก<br />
      นอกจากนี้แล้ว ISOFLAVONES ยังลดอาการ หมดประจำเดือนอย่างอื่นๆ อีก เช่น อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อแตก ไขมันสูง ช่องคลอดแห้ง อารมณ์ไม่ปกติ เป็นต้น ในสัตว์ทดลองปรากฏว่า ช่วยลดการเกิดมะเร็งเต้านม, มะเร็งช่องคลอด, มะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งต่อมลูกหมาก อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งต้องการการศึกษาเพิ่มเติมอีกมาก และจากงานงานวิจัยที่ได้ศึกษา และเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้วคือ สตรีที่มีการบริโภคถั่วเหลืองเป็นประจำตลอดชีวิตจะเป็นมะเร็ง ที่เต้านมน้อยมากหรือไม่เป็นเลย เช่น สตรีชาวญี่ปุ่นและชาวจีน เป็นต้น<br />
</span></p>
<ol>
<li><span style="color: #cc33cc;font-size: medium">ฤทธิ์ของฮอร์โมนในถั่วเหลืองที่เรียกว่า PHYTOESTROGEN นั้น เป็นฤทธิ์ต่ำมาก ไม่มีผลข้างเคียงอื่น ๆ เหมือนเช่น ยาคุมกำเนิด จากการทดลองพบว่ามีฤทธิ์ต่ำกว่าฮอร์โมน ESTRADIOLในยาคุมกำเนิดถึง 1,000 เท่า<br />
</span></li>
<li><span style="color: #cc33cc;font-size: medium">การออกฤทธิ์ของ PHYTOESTROGEN โดยการไปแย่งกัน จับกับ ESTRADIOL ที่จุด BINDING OF ESTROGEN RECEPTOR SITES ดังนั้นจึงเหมาะกับสตรีที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนทั้งมากและน้อยได้ดีทั้งสองแบบ คือมีฤทธิ์เป็น ESTROGEN และ ANTI-ESTROGEN สามารถปรับสภาพฮอร์โมนสตรีให้มีความสมดุลได้<br />
</span></li>
<li><span style="color: #cc33cc;font-size: medium">ผลการทดลองในสัตว์ทดลองจากหลาย ๆ สถาบัน พบว่า สาร ISOFLAVONES ป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านม, มะเร็งช่องคลอด, มะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งที่ต่อมลูกหมาก อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่ทราบกลไกการออกฤทธิ์ที่ชัดเจน<br />
</span></li>
<li><span style="color: #cc33cc;font-size: medium">การศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า ISOFLAVONES ยับยั้งการเติบโตของก้อนมะเร็ง (TUMOR) ในสัตว์ทดลองได้<br />
</span></li>
<li><span style="color: #ff3333"><span style="font-size: medium"><span style="color: #cc33cc">มีการทดลอง 3 แห่ง รายงานผลมาว่า ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง มีฤทธิ์ป้องกัน การเกิดมะเร็งเต้านมได้ (Development of breast cancer)</span> <br />
</span></span></li>
</ol>
<p><span style="font-size: medium">    <span style="font-family: tahoma;font-size: 10pt">นอกจากการรับประทานอาหารอย่างฉลาด เช่น <span style="color: #cc3333"><strong>นมถั่วเหลือง</strong></span>แล้ว</span><span style="font-family: tahoma;font-size: 10pt">  สิ่งสำคัญก็คือ การออกกำลังกาย ตามแบบที่เราถนัด ไม่ว่าจะเป็นวิ่งเหยาะๆ เล่นโยคะ ว่ายน้ำ หรือแม้แต่การทำงานบ้านเพื่อให้เหงื่อออก โลหิตไหลเวียนสะดวก เพื่อขับของเสียออกจากร่างกาย แค่นี้ก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในชีวิตอีกหลายอย่าง และยังได้สุขภาพที่ดีอีกด้วย สร้างเสริมสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ</span></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/10/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%86/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เว็บไซต์พูดได้ ฝีมือคนไทย</title>
		<link>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/10/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89-%e0%b8%9d%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84/</link>
		<comments>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/10/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89-%e0%b8%9d%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Nov 2009 06:20:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>editor_ae</dc:creator>
				<category><![CDATA[การงานอาชีพ เทคโนฯ]]></category>
		<category><![CDATA[คอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[โปรแกรม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://study.eduzones.com/elementary/?p=2153</guid>
		<description><![CDATA[นวัตกรรมใหม่ล่าสุด &#8220;โปรแกรมเว็บพูดได้&#8221; คนไทยคิด หนึ่งเดียวในประเทศ เว็บไหนติดตั้งโปรแกรม ผู้เข้าชมคลิกทีเดียวมีคำพูดอธิบาย เหมือนมีเลขาฯ ส่วนตัวอ่านให้ฟัง ผู้คิดค้นชี้จะช่วยผู้สูงอายุและคนต่างชาติให้รับข้อมูลได้ง่ายขึ้นไม่ต้องมานั่งเพ่ง เหมาะสำหรับเว็บหนังสือพิมพ์และเว็บบริการข้อมูลต่างๆ   นายพุฒิพันธ์ พลยานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีพีเอ อินโนเวชั่น จำกัด เผยว่า ทางบริษัทได้มีการพัฒนาโปรแกรมต่างๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ออกมามากมาย ซึ่งโปรแกรมที่เป็นที่สนใจ ได้แก่ โปรแกรมตรวจจับป้ายทะเบียนรถไทยอัจฉริยะ และโปรแกรมคอมพิวเตอร์พูดได้ภาษาไทย ซึ่งหลังจากนั้นทางบริษัทก็ได้มีการพัฒนาระบบต่างๆ เพื่อสร้างความสะดวกสบายสำหรับคนใช้คอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้มีการคิดค้นนวัตกรรมตัวใหม่คือ เว็บพูดได้ ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าแรกในประเทศไทย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นวัตกรรมใหม่ล่าสุด &#8220;โปรแกรมเว็บพูดได้&#8221; คนไทยคิด หนึ่งเดียวในประเทศ เว็บไหนติดตั้งโปรแกรม ผู้เข้าชมคลิกทีเดียวมีคำพูดอธิบาย เหมือนมีเลขาฯ ส่วนตัวอ่านให้ฟัง</p>
<p>ผู้คิดค้นชี้จะช่วยผู้สูงอายุและคนต่างชาติให้รับข้อมูลได้ง่ายขึ้นไม่ต้องมานั่งเพ่ง เหมาะสำหรับเว็บหนังสือพิมพ์และเว็บบริการข้อมูลต่างๆ</p>
<div style="text-align: center"><img style="width: 244px;height: 182px" src="http://www.ppainnovation.com/licenseplate/search.gif" alt="" width="235" height="161" /></div>
<p> </p>
<p>นายพุฒิพันธ์ พลยานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีพีเอ อินโนเวชั่น จำกัด เผยว่า ทางบริษัทได้มีการพัฒนาโปรแกรมต่างๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ออกมามากมาย ซึ่งโปรแกรมที่เป็นที่สนใจ ได้แก่ โปรแกรมตรวจจับป้ายทะเบียนรถไทยอัจฉริยะ และโปรแกรมคอมพิวเตอร์พูดได้ภาษาไทย ซึ่งหลังจากนั้นทางบริษัทก็ได้มีการพัฒนาระบบต่างๆ เพื่อสร้างความสะดวกสบายสำหรับคนใช้คอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้มีการคิดค้นนวัตกรรมตัวใหม่คือ เว็บพูดได้ ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าแรกในประเทศไทย</p>
<p><span id="more-2153"></span></p>
<p>&#8220;เว็บไซต์ที่ติดตั้งเทคโนโลยีเว็บพูดได้จะสามารถอ่านข้อความบนเว็บให้ผู้เข้าชมฟังได้ เหมือนมีเลขาฯ ส่วนตัวคอยอ่านให้เราฟัง เป็นบริการระดับพรีเมียมสำหรับผู้ชมเว็บไซต์ ช่วยให้คนสูงอายุรับรู้เรื่องราวในเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องมานั่งเพ่งอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ คนตาบอดก็สามารถใช้ได้ ที่สำคัญชาวต่างชาติที่อ่านไม่ออก แต่ฟังภาษาไทยได้ ก็สามารถใช้ได้ด้วย นวัตกรรมนี้จะช่วยเหลือได้มาก เพียงแค่เข้าเว็บไซต์ได้ก็ สามารถรู้รายละเอียดได้&#8221;</p>
<p>เจ้าของแนวโปรแกรมนี้กล่าวถึงขึ้นตอนการใช้ว่า วิธีการใช้ง่ายมาก ยกตัวอย่างคือ ถ้าเข้าไปเว็บหนังสือพิมพ์แล้วต้องการทราบข่าว แต่ติดพันงานอื่นอยู่ หรือสายตาไม่วาง ก็เพียงแค่เลือกที่หัวข้อข่าวแล้วคลิกที่ปุ่ม &#8220;อ่านให้ฟัง&#8221; ด้านล่างข้อความ เท่านี้ก็จะมีเสียงอ่านข่าวให้ฟัง เราก็ยังสามารถทำงานอื่นไปพร้อมๆ กับการฟังข่าวได้</p>
<p>ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ เว็บไซต์ที่ต้องการทำให้เว็บของตัวเองสามารถพูดได้นั้น สามารถเข้ามาทดลองดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่เว็บไซต์ของ บ.พีพีเอ อินโนเวชั่น จำกัด www.ppainnovation.com โดยเปิดให้ทดลองใช้เทคโนโลยีนี้ฟรีถึงวันที่ 30 ก.ย.นี้ สำหรับเว็บไซต์ที่เหมาะสำหรับติดตั้งโปรแกรมนี้ ได้แก่ หนังสือพิมพ์ ข่าวต่างๆ ข้อมูลท่องเที่ยว บริการข้อมูล เว็บด้านวิชาการ และด้านกฎหมาย อนึ่งเมื่อเจ้าของเว็บไซต์ติดตั้งระบบเว็บพูดได้นี้ ผู้เข้าชมหรือเข้าใช้บริการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/10/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89-%e0%b8%9d%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ใยอาหาร สำคัญกว่าที่คิด</title>
		<link>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/10/%e0%b9%83%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/10/%e0%b9%83%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Nov 2009 06:15:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>editor_ae</dc:creator>
				<category><![CDATA[การงานอาชีพ เทคโนฯ]]></category>
		<category><![CDATA[Fiber]]></category>
		<category><![CDATA[จุลินทรีย์]]></category>
		<category><![CDATA[ใยอาหาร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://study.eduzones.com/elementary/?p=2150</guid>
		<description><![CDATA[ตามปกติเราทราบกันถึงความสำคัญของอาหารหลัก 5 หมู่ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่ และไขมัน รวมทั้งพอจะทราบว่าต้องรับประทานอาหารให้หลากหลาย และครบทุกหมู่ในแต่ละมื้ออาหาร เพื่อที่ร่างกายจะได้แข็งแรงและมีสุขภาพที่ดี แต่นอกจากสารอาหารหลักดังกล่าว ยังมีสารอาหารประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญต่อร่างกายไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในด้านเพิ่มประสิทธิภาพในการขับถ่ายและลดน้ำหนัก ซึ่งหลายคนคงคุ้นเคยกับชื่อของ เส้นใยอาหาร หรือ ไฟเบอร์ (Fiber) กันเป็นอย่างดี เส้นใยอาหาร หรือ ไฟเบอร์ เป็นสารประกอบน้ำตาลเชิงซ้อนที่มีโมเลกุลใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของพืช ผักและผลไม้ที่รับประทานได้ แต่น้ำย่อยในร่างกายของคนเราไม่สามารถย่อยและนำไปใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งเมื่อผ่านลำไส้ใหญ่ บางส่วนจะถูกย่อยโดยจุลินทรีย์ ทำให้กลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ตามปกติเราทราบกันถึงความสำคัญของอาหารหลัก 5 หมู่ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่ และไขมัน รวมทั้งพอจะทราบว่าต้องรับประทานอาหารให้หลากหลาย และครบทุกหมู่ในแต่ละมื้ออาหาร เพื่อที่ร่างกายจะได้แข็งแรงและมีสุขภาพที่ดี แต่นอกจากสารอาหารหลักดังกล่าว ยังมีสารอาหารประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญต่อร่างกายไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในด้านเพิ่มประสิทธิภาพในการขับถ่ายและลดน้ำหนัก ซึ่งหลายคนคงคุ้นเคยกับชื่อของ เส้นใยอาหาร หรือ ไฟเบอร์ (Fiber) กันเป็นอย่างดี</p>
<p>เส้นใยอาหาร หรือ ไฟเบอร์ เป็นสารประกอบน้ำตาลเชิงซ้อนที่มีโมเลกุลใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของพืช ผักและผลไม้ที่รับประทานได้ แต่น้ำย่อยในร่างกายของคนเราไม่สามารถย่อยและนำไปใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งเมื่อผ่านลำไส้ใหญ่ บางส่วนจะถูกย่อยโดยจุลินทรีย์ ทำให้กลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทนไฮโดรเจน น้ำและกรดไขมันสายสั้นๆ ซึ่งจะถูกดูดซึมเข้าร่างกาย ด้วยเหตุนี้เองใยอาหารจึงมีผลต่อการทำงานของลำไส้ และการดูดซึมสารอาหารต่างๆ ในทางเดินอาหาร</p>
<p><span id="more-2150"></span></p>
<p>โดยทั่วไป เส้นใยอาหารมี 2 ชนิด คือ ชนิดละลายน้ำได้ และ ชนิดละลายน้ำไม่ได้ ซึ่งทั้ง 2 ชนิดมีความจำเป็นต่อร่างกาย สำหรับประโยชน์ต่อระบบทางเดินอาหารและการขับถ่าย คือเส้นใยอาหารจะทำหน้าที่คล้ายไม้กวาด กวาดหรือกำจัดสิ่งต่างๆ ที่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายให้ออกไปจากทางเดินอาหาร นอกจากนนี้เส้นใยอาหารยังมีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำ จากลักษณะที่คล้ายฟองน้ำในกระเพาะอาหารและลำไส้ โดยพบว่ามีการดูดซับน้ำมากกว่าน้ำหนักของตัวเส้นใยถึง 15 เท่า จึงทำให้เกิดการเพิ่มปริมาณน้ำหนักของเนื้ออุจจาระ ทำให้อุจจาระนิ่มลง ส่งผลให้ขับถ่ายได้ง่ายและเร็วขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้เป็นปกติ จึงช่วยป้องกันโรคท้องผูก โรคอ้วน โรคผนังลำไส้โป่งพอง โรคริดสีดวงทวาร และอาจมีผลในการลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคเบาหวาน โรคหัวใจขาดเลือด โรคความดันโลหิตสูง และความผิดปรกติอื่นๆ ในลำไส้</p>
<p>ในส่วนของเส้นใยอาหารที่มีบทบาทในการลดความอ้วน เพราะเส้นใยอาหารเมื่ออยู่ในกระเพาะจะละลายน้ำ แล้วกลายเป็นเจลที่มีความหนืดและเกาะตัว มีผลให้กระเพาะว่างช้าลงและอิ่มเป็นเวลานาน ทำให้ไม่รู้สึกโหยหรืออยากกินอะไรมากนัก ส่งผลให้อยากกินอาหารน้อยลง</p>
<p>บทบาทของเส้นใยอาหารมีความสำคัญต่อร่างกายมากกว่าที่คิด ดังนั้นหากในแต่ละมื้ออาหาร นอกจากอาหารหลัก 5 หมู่แล้ว การเพิ่มอาหารที่มีกากใยสูง เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารประเภทใยอาหารอย่างเพียงพอจึงมีความสำคัญ โดยควรบริโภคอาหารที่มีเส้นใยในปริมาณ 20 ถึง 25 กรัมต่อวัน และเพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุดจากคุณสมบัติของเส้นใยอาหารทั้ง 2 ชนิด ควรกินอาหารที่มีความหลากหลาย โดยแหล่งอาหารที่อุดมด้วยเส้นใยพบได้ในถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ เช่น ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง งา รำข้าว ตามมาด้วยมะเขือพวง ผักกระเฉด เห็ดหูหนู แครอท สะเดา ข้าวสาลี บุก และธัญพืชต่างๆ ส่วนผลไม้ที่มีเส้นใยอาหารก็เช่น ละมุด ฝรั่ง มะม่วงดิบ เป็นต้น รวมทั้งพวกผลิตภัณฑ์ที่ทำจากอาหารเหล่านี้ก็เป็นแหล่งไฟเบอร์หรือเส้นใยอาหารที่ดีด้วยเช่นกัน เช่น ขนมปังโฮทวีต ผลิตภัณฑ์จากบุก เป็นต้น</p>
<p>เห็นอย่างนี้ ต้องบอกแล้วว่า ใยอาหาร&#8230;สำคัญกว่าที่คิดจริงๆ ! ที่สำคัญกว่าก็คือ สามารถหารับประทานได้ง่ายๆ และหลากหลายชนิด .. ใครที่อยากมีระบบขับถ่ายที่ดี หรืออยากผอม ก็ไม่ควรมองข้ามใยอาหารไปเสีย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/10/%e0%b9%83%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กาละแม</title>
		<link>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/09/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/09/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 09 Nov 2009 11:11:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>editor_ae</dc:creator>
				<category><![CDATA[การงานอาชีพ เทคโนฯ]]></category>
		<category><![CDATA[กาละแม]]></category>
		<category><![CDATA[แป้งถั่ว]]></category>
		<category><![CDATA[ใบตอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://study.eduzones.com/elementary/?p=2147</guid>
		<description><![CDATA[กาละแม   ขนมไทยอีกชนิดหนึ่งที่ในสมัยก่อน ยายจำได้ ว่า นานทีปีหนถึงจะได้ลิ้มลองสักครั้ง เพราะจะกวนเฉพาะ ช่วงงานบุญใหญ่ หรือสารทไทยเท่านั้น   สาเหตุก็คงจะมา จากขนมแบบนี้จะต้องใช้คนหลายคนทำ ช่วยกันคนละไม้ คนละมือ ถึงจะกวนขนมที่เหนียวหนึบนี้ให้อร่อยได้   นึก แล้วก็น้ำลายไหล อยากกินขึ้นมาตะหงิด ๆ เสียแล้ว น่าเสีย ดายที่กาละแมรสชาติดี ๆ เดี๋ยวนี้หายากเหลือเกิน ส่วนผสม กาบมะพร้าวเผา   1/2 ผล แป้งข้าวเหนียว  1 ถ้วยตวง แป้งถั่ว  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กาละแม   ขนมไทยอีกชนิดหนึ่งที่ในสมัยก่อน ยายจำได้ ว่า นานทีปีหนถึงจะได้ลิ้มลองสักครั้ง เพราะจะกวนเฉพาะ ช่วงงานบุญใหญ่ หรือสารทไทยเท่านั้น   สาเหตุก็คงจะมา จากขนมแบบนี้จะต้องใช้คนหลายคนทำ ช่วยกันคนละไม้ คนละมือ ถึงจะกวนขนมที่เหนียวหนึบนี้ให้อร่อยได้   นึก แล้วก็น้ำลายไหล อยากกินขึ้นมาตะหงิด ๆ เสียแล้ว น่าเสีย ดายที่กาละแมรสชาติดี ๆ เดี๋ยวนี้หายากเหลือเกิน<br />
<span>ส่วนผสม<br />
</span>กาบมะพร้าวเผา   1/2 ผล<br />
แป้งข้าวเหนียว  1 ถ้วยตวง<br />
แป้งถั่ว  1 ช้อนโต๊ะ<br />
หัวกะทิ  1/2ถ้วยตวง<br />
น้ำตาลทราย  1/4ถ้วยตวง<br />
<span>วิธีการทำ</span><br />
 ตำถ่านมะพร้าวให้แหลกบาง ๆ เติมน้ำลงไปแล้วกรองด้วย ผ้าขาวบางให้ได้น้ำถ่านสีดำ  2   ถ้วยตวง<br />
ผสมแป้งทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันในกระทะทอง เติมน้ำถ่าน ลงไปทีละน้อย   แล้วนวดไปเรื่อย ๆ จนแป้งเนียน   เติมต่อ จนหมดผสมหัวกะทิและน้ำตาลทราย<br />
ตั้งไฟกวนไปจนเหนียว   จับกันเป็นก้อนและล่อนจาก กระทะ   เมื่อล่อนออกมาแล้วกวนต่ออีก   2-3  นาที  เพื่อให้ แห้งมาก ๆ ยกกระทะลง<br />
เทขนมลงถาดที่ทาน้ำมันมะพร้าว   (เคี่ยวใหม่ ๆ  หรือน้ำมัน พืชที่ใช้ทำอาหาร)   เกลี่ยให้เรียบเสมอกัน   พักไว้จนเย็น สนิท   จึงตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมพอดีคำแต่งหน้าด้วยถั่วเขียวคั่ว <br />
<span>กลเม็ดเคล็ดลับ</span><br />
กาละแมใช้ได้ทั้งน้ำตาลทรายขาวและน้ำตาลปึก   ถ้าใช้น้ำตาล ปึก จะให้กลิ่นหอมกว่า  กาละแมเม็ด   ใช้ข้าวสารเหนียวกวนแทน แป้ง โดยต้มข้าวเหนียวกับน้ำ  3 ถ้วยจนข้าวเหนียวสุกดีแล้ว จึงใส่ เครื่อง ปรุงอื่นลงไปกวนด้วยจนแห้ง<br />
ถ้าจะห่อด้วยใบตองรัด   ให้เจียนตองรีดแผ่นกว้างประมาณ   4  เซนติเมตร   ให้หัวท้ายเรียว   ตัดกาละแมเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ  สัก  1 คูณ 1 คูณ 1  เซนติเมตร   แล้วห่อเป็นคำ ๆ กลัดด้วยไม้กลัดแหลม ตามขนาด<br />
กาละแมเนื้อควรเนียนสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม   อยู่ตัวเป็นก้อน หรือแท่งตามรอยตัด เนื้อควรนุ่มเหนียวแต่ไม่ควรเหนียวเหนอะ รสหวานมัน   หอมกลิ่นน้ำตาลไหม้เล็กน้อย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/09/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการถ่ายโอนข้อมูล</title>
		<link>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/09/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/09/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 09 Nov 2009 11:07:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>editor_ae</dc:creator>
				<category><![CDATA[การงานอาชีพ เทคโนฯ]]></category>
		<category><![CDATA[bps]]></category>
		<category><![CDATA[hand-shake]]></category>
		<category><![CDATA[ถ่ายโอนข้อมูล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://study.eduzones.com/elementary/?p=2145</guid>
		<description><![CDATA[วิธีการถ่ายโอนข้อมูลเป็นการส่งสัญญาณออกจากเครื่องและรับสัญญาณเข้าไปในเครื่อง การถ่ายโอนข้อมูลสามารถจำแนกได้ 2 แบบ คือ    1. การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกทีละ 1 ไบต์ หรือ 8 บิตจากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ อุปกรณ์ตัวกลางระหว่างสองเครื่องจึงต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง เพื่อให้กระแสไฟฟ้าผ่านโดยมากจะเป็นสายสัญญาณแบบขนาน ระยะทางของสายสัญญาณแบบขนานระหว่างสองเครื่องไม่ควรยาวเกิน 100 ฟุต เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาสัญญาณสูญหายไปกับความต้านทานของสาย นอกจากนี้อาจมีปัญหาที่เกิดจากระดับไฟฟ้าสายดินที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณทางฝ่ายรับ นอกจากแกนหลักแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีก เช่น บิตพาริตี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<dd><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>วิธีการถ่ายโอนข้อมูลเป็นการส่งสัญญาณออกจากเครื่องและรับสัญญาณเข้าไปในเครื่อง การถ่ายโอนข้อมูลสามารถจำแนกได้ 2 แบบ คือ</span></span> <span style="font-family: MS Sans Serif"><span> </span></span> </p>
<p><strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #990000"><span>1. การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน</span></span></span></strong></p>
</dd>
<dd><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกทีละ 1 ไบต์ หรือ 8 บิตจากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ อุปกรณ์ตัวกลางระหว่างสองเครื่องจึงต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง เพื่อให้กระแสไฟฟ้าผ่านโดยมากจะเป็นสายสัญญาณแบบขนาน ระยะทางของสายสัญญาณแบบขนานระหว่างสองเครื่องไม่ควรยาวเกิน 100 ฟุต เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาสัญญาณสูญหายไปกับความต้านทานของสาย นอกจากนี้อาจมีปัญหาที่เกิดจากระดับไฟฟ้าสายดินที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณทางฝ่ายรับ</span></span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span>นอกจากแกนหลักแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีก เช่น บิตพาริตี ที่ใช้ในการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทางหรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ (hand-shake)</span></span> </p>
<p><img src="http://www.school.net.th/library/snet1/hardware/ftp/ftp1.gif" alt="" width="245" height="240" /></p>
<p> <span id="more-2145"></span></p>
<p><strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #990000"><span>2. การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรม</span></span></span></strong></p>
</dd>
<dd><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>ในการถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ การส่งข้อมูลแบบนี้จะช้ากว่าแบบขนาน การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรมต้องการตัวกลางสำหรับการสื่อสารเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้ว ย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน</span></span> </dd>
<dd><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรมจะเริ่มโดยข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นสัญญาณอนุกรมเสียก่อน แล้วคอยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ และที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานซึ่งลงตัวพอดี เช่น บิตที่ 1 ลงที่บัสข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานซึ่งลงตัวพอดี เช่น บิตที่ 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 ดังแสดงในรูป</span></span> <img src="http://www.school.net.th/library/snet1/hardware/ftp/ftp2.gif" alt="" width="341" height="254" /> </p>
<p> </p>
</dd>
<dd><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>การติดต่อแบบอนุกรมอาจจะแบ่งตามรูปแบบการรับ-ส่ง ได้ 3 แบบ คือ</span></span> </dd>
<dd><span style="font-family: MS Sans Serif"><span><strong><span style="color: #3333ff">1.</span></strong> <strong><span style="color: #3333ff">สื่อสารทางเดียว (simplex)</span></strong> ข้อมูลส่งได้ทางเดียวเท่านั้น บางครั้งก็เรียกว่าการส่งทิศทางเดียว (unidirectional data bus)</span></span> </dd>
<dd><span style="font-family: MS Sans Serif"><span><strong><span style="color: #3333ff">2.</span></strong> <strong><span style="color: #3333ff">สื่อสารสองทางครึ่งอัตรา (half duplex)</span></strong> ข้อมูลสามารถส่งได้ทั้งสองสถานี แต่จะต้องผลัดกันส่งและผลัดกันรับ จะส่งและรับพร้อมกันไม่ได้</span></span> </dd>
<dd><span style="font-family: MS Sans Serif"><span><strong><span style="color: #3333ff">3. สื่อสารสองทางเต็มอัตรา (full duplex)</span></strong> ทั้งสองสถานีสามารถรับและส่งได้ในเวลาเดียวกัน</span></span> <img src="http://www.school.net.th/library/snet1/hardware/ftp/ftp3.gif" alt="" width="389" height="213" /> </p>
<p> </p>
</dd>
<dd><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>ความเร็วของการถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรม หน่วยวัดเป็นบิตต่อวินาที (bps) หน่วยที่บรรยายถึงการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณใน 1 วินาที เรียกว่าอัตราบอด (baud rate) ซึ่งเมื่อนำมาคูณกับจำนวนบิตใน 1 บอด จะได้อัตราบิต (bit rate) ซึ่งแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณ 1 ครั้ง ถ้าเขียนในรูปของสมการคณิตศาสตร์ก็จะได้</span></span> </dd>
<dd><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>อัตราบิต (bit rate) = อัตราบอด (baud rate) x (จำนวนบิตใน 1 บอด)</span></span> </dd>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/09/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การต่อเชื่อมเครือข่ายคอมพิวเตอร์</title>
		<link>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/09/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84/</link>
		<comments>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/09/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 09 Nov 2009 11:03:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>editor_ae</dc:creator>
				<category><![CDATA[การงานอาชีพ เทคโนฯ]]></category>
		<category><![CDATA[บัฟเฟอร์]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายคอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องพิมพ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://study.eduzones.com/elementary/?p=2143</guid>
		<description><![CDATA[หากผู้ใช้มีความคิดที่จะนำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาต่อเป็นระบบ โดยใช้ขีดความสามารถเดิมที่มีอยู่ สามารถทำได้ด้วยวิธีการง่าย ๆ ดังนี้ 1) การต่อเชื่อมผ่านช่องทาง COM1 COM2 และ LPT เป็นวิธีที่นำคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ต่อผ่านช่องทาง COM1 หรือ COM2 เพื่อการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างนั้น ในกรณีนี้ใช้โปรแกรมอรรกประโยชน์ (utility program) บางตัวก็สามารถสำเนาแฟ้มข้อมูลระหว่างกัน หรือส่งออกไปยังเครื่องพิมพ์ร่วมกันได้ รูปแบบการต่อระบบโดยอาศัย COM1 COM2 และ LPT แสดงดังรูป     การต่อในลักษณะนี้ใช้ช่องทาง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<dd><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>หากผู้ใช้มีความคิดที่จะนำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาต่อเป็นระบบ โดยใช้ขีดความสามารถเดิมที่มีอยู่ สามารถทำได้ด้วยวิธีการง่าย ๆ ดังนี้</span></span> </dd>
<dd><strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #990000"><span>1) การต่อเชื่อมผ่านช่องทาง COM1 COM2 และ LPT</span></span></span></strong> </dd>
<dd><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>เป็นวิธีที่นำคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ต่อผ่านช่องทาง COM1 หรือ COM2 เพื่อการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างนั้น ในกรณีนี้ใช้โปรแกรมอรรกประโยชน์ (utility program) บางตัวก็สามารถสำเนาแฟ้มข้อมูลระหว่างกัน หรือส่งออกไปยังเครื่องพิมพ์ร่วมกันได้ รูปแบบการต่อระบบโดยอาศัย COM1 COM2 และ LPT แสดงดังรูป</span></span> <img src="http://www.school.net.th/library/snet1/hardware/connect/connect1.gif" alt="" width="293" height="174" /> </p>
<p> <span id="more-2143"></span></p>
</dd>
<dd><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>การต่อในลักษณะนี้ใช้ช่องทาง RS232 และมีการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ปัจจุบันสามารถทำการรับส่งข้อมูลถึงกันได้เร็วถึง 38.4 กิโลบิตต่อวินาที การจัดการระบบง่าย ๆ นี้ไม่จำเป็นต้องลงทุนอะไรมาก แต่ประโยชน์ที่ได้จะอยู่ในวงจำกัด โดยเฉพาะในเรื่องการโอนย้ายแฟ้มข้อมูลระหว่างกัน</span></span> </dd>
<dd><strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #990000"><span>2) การต่อเชื่อมเข้ากับบัฟเฟอร์เครื่องพิมพ์</span></span></span></strong> </dd>
<dd><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>การแบ่งกันใช้เครื่องพิมพ์เป็นวิธีการใช้ทรัพยากรเครื่องพิมพ์ให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น การใช้เครื่องพิมพ์ที่มีราคาแพง มีคุณภาพดี เช่น เครื่องพิมพ์ความเร็วสูง เครื่องพิมพ์เลเซอร์ เครื่องพิมพ์ที่พิมพ์สีได้ เป็นต้น การใช้เครื่องพิมพ์ร่วมกันวิธีหนึ่งก็คือ การต่อเข้ากับบัฟเฟอร์ของเครื่องพิมพ์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลที่ส่งมาจากเครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่อง แล้วจัดการส่งงานทยอยพิมพ์เรียงกันไป เครื่องพิมพ์ที่ต่อกับบัฟเฟอร์จะต่อผ่านช่องทางขนานเหมือนการต่อทั่วไป อย่างไรก็ดี บัฟเฟอร์ของเครื่องพิมพ์บางรุ่นสามารถต่อกับเครื่องพิมพ์ได้หลายเครื่อง</span></span> </p>
<p><img src="http://www.school.net.th/library/snet1/hardware/connect/connect2.gif" alt="" width="326" height="201" /><br />
<strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #3333ff"><span>ตัวอย่างการต่อเชื่อมเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อใช้เครื่องพิมพ์ร่วมกัน</span></span></span></strong></p>
<p> </p>
<p> </p>
</dd>
<dd><strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #990000"><span>3) การเชื่อมต่อโดยใช้ระบบสลับสายข้อมูล</span></span></span></strong> </dd>
<dd><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>เป็นวิธีการต่อขยายระบบโดยใช้ระบบง่าย ๆ ที่ใช้มือช่วย ระบบสลับสายข้อมูลทำหน้าที่เหมือนชุมสายโทรศัพท์ระบบเก่า ที่ต้องมีพนักงานรับโทรศัพท์คอยสลับสายให้ใช้งานตามความต้องการ เช่น ใช้สายยูทีพี โดยให้หัวต่อเป็นแบบ RJ45 การสลับสายจะเชื่อมตัวระหว่างหัวต่อ RJ45 ที่มารวมกันไว้อยู่บนแผงร่วมกัน ส่วนของแผงนี้จะเป็นเสมือนส่วนที่รวมสาย</span></span> </dd>
<dd><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>เพื่อการเชื่อมโยงจากต้นทางไปยังปลายทางตามข้อกำหนดที่ต้องการ</span></span> <img src="http://www.school.net.th/library/snet1/hardware/connect/connect3.gif" alt="" width="330" height="221" /><br />
<strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #3333ff"><span>ตัวอย่างการต่อเชื่อมเครือข่ายโดยใช้ระบบสลับสายข้อมูล</span></span></span></strong> </p>
<p> </p>
</dd>
<dd><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>ปัจจุบันมีแผงสลับสายข้อมูลให้ผู้ใช้เลือกใช้ทั้งอีเธอร์เน็ตแบบเท็นเบสที หรือแบบอนุกรมผ่านช่องทาง RS232 การใช้ระบบสลับสายข้อมูลเป็นการเชื่อมเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบง่าย ๆ แต่สามารถปรับเปลี่ยนระบบได้อย่างรวดเร็วและสะดวกต่อการใช้งาน</span></span> </dd>
<dd><strong><span style="font-family: MS Sans Serif"><span style="color: #990000"><span>4) การเชื่อมต่อผ่านระบบผู้ใช้หลายคนหลายช่องทาง</span></span></span></strong> </dd>
<dd><span style="font-family: MS Sans Serif"><span>ระบบผู้ใช้หลายคนขนาดเล็กที่อยู่บนไมโครคอมพิวเตอร์มีหลายระบบ เช่น ระบบยูนิกซ์ ระบบเอสซีโอ ระบบดังกล่าวสามารถต่อเชื่อมขยายเข้ากับสถานีย่อยได้มาก เป็นระบบที่ใช้งานร่วมกันได้ในราคาประหยัด มีซอฟต์แวร์สนับสนุนอยู่มากเช่น ระบบจัดการฐานข้อมูลที่มีระบบรักษาความปลอดภัย</span></span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif"><span>ข้อเด่นของระบบผู้ใช้หลายคนในเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีที่เห็นได้ชัด ได้แก่ ระบบปฎิบัติการยูนิกซ์ ซึ่งเป็นระบบที่ให้ผู้ใช้งานพร้อมกันได้หลายคน หลายงาน มีการพัฒนาซอฟต์แวร์ประยุกต์และซอฟต์แวร์ระบบสื่อสารไว้มาก มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี มีการต่อช่องทางเข้าออกไปได้หลายแบบ เช่น แบบเป็นสถานีปลายทาง RS232 ผ่านทางเส้นใยนำแสง อีกทั้งมีระบบเครือข่ายท้องถิ่นที่เชื่อมต่อตามมาตรฐานสากล ทำให้การทำงานของระบบประสบผลสำเร็จ</span></span> </p>
<p><img src="http://www.school.net.th/library/snet1/hardware/connect/connect4.gif" alt="" width="343" height="226" /></p>
</dd>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/09/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>น้ำแอ๊ปเปิ้ลเสริมความจำ</title>
		<link>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/09/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b9%8a%e0%b8%9b%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%88/</link>
		<comments>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/09/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b9%8a%e0%b8%9b%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%88/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 09 Nov 2009 10:51:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>editor_ae</dc:creator>
				<category><![CDATA[การงานอาชีพ เทคโนฯ]]></category>
		<category><![CDATA[Acetylcholine]]></category>
		<category><![CDATA[ความจำ]]></category>
		<category><![CDATA[แอ๊ปเปิ้ล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://study.eduzones.com/elementary/?p=2140</guid>
		<description><![CDATA[                บรรดาผู้ที่ติดตามข่าวคราวทางสุขภาพคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า An apple a day keeps the doctor away ซึ่งเปรียบสรรพคุณของแอปเปิลว่า การรับประทานแอปเปิลเพียงวันละผลสามารถทำให้ห่างไกลจากหมอหรือไม่ต้องไปหาหมอ ทั้งนี้เนื่องมาจากมีงานวิจัยหลายชิ้นกล่าวถึงประโยชน์มากมายของแอปเปิล ทั้งบำรุงหัวใจ ลดโคเลสเตอรอล ลดความดัน ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด ลดความอยากอาหารและต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจช่วยลดการถูกโรคร้ายทั้งหลายคุกคาม และล่าสุดพบว่าการดื่มน้ำแอปเปิลยังอาจช่วยเสริมความจำและป้องกันภาวะสมองเสื่อม หรือโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุได้              จากการศึกษาวิจัยในสัตว์ทดลองของ University of Massachusettse Lowell (UML) เผยว่าการดื่มน้ำแอปเปิลอาจช่วยเพิ่มการสร้างของสารสื่อประสาทในสมองที่มีชื่อว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #ff00ff"></p>
<div><span style="font-size: small"><img src="http://variety.teenee.com/foodforbrain/img9/22508.jpg" alt="http://variety.teenee.com/foodforbrain/img9/22508.jpg" width="264" height="185" /></span></div>
<p><span style="font-size: small"> </span></p>
<p></span></strong><br />
<span style="font-size: small">              </span><span style="font-size: small"><span style="color: #ff00ff">บรรดาผู้ที่ติดตามข่าวคราวทางสุขภาพคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า <span style="color: #ff0000">An apple a day keeps the doctor away</span> ซึ่งเปรียบสรรพคุณของแอปเปิลว่า การรับประทานแอปเปิลเพียงวันละผลสามารถทำให้ห่างไกลจากหมอหรือไม่ต้องไปหาหมอ ทั้งนี้เนื่องมาจากมีงานวิจัยหลายชิ้นกล่าวถึงประโยชน์มากมายของแอปเปิล ทั้งบำรุงหัวใจ ลดโคเลสเตอรอล ลดความดัน ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด ลดความอยากอาหารและต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจช่วยลดการถูกโรคร้ายทั้งหลายคุกคาม และล่าสุดพบว่าการดื่มน้ำแอปเปิลยังอาจช่วยเสริมความจำและป้องกันภาวะสมองเสื่อม หรือโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุได้<br />
</span><br />
             </span><span style="font-size: small"><span style="color: #ff99cc">จากการศึกษาวิจัยในสัตว์ทดลองของ <span style="color: #ff0000">University of Massachusettse Lowell (UML)</span> เผยว่าการดื่มน้ำแอปเปิลอาจช่วยเพิ่มการสร้างของสารสื่อประสาทในสมองที่มีชื่อว่า อะซีทิลโคลีน <span style="color: #ff0000">(Acetylcholine)</span> ซึ่งเป็นตัวกำหนดความสามารถในการเรียนรู้และความทรงจำ จึงช่วยชะลอภาวะสมองเสื่อมได้ ปกติแล้วสารสื่อประสาททั้งหลาย รวมทั้งสารอะซีทิลโคลีน เป็นสารเคมีที่ถูกสร้างและหลั่งมาจากเซลล์ประสาทเพื่อส่งต่อไปยังเซลล์ประสาทข้างเคียง เหมือนเป็นการส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาทด้วยกัน ในการควบคุมการทำงานของทุกส่วนในร่างกาย ตั้งแต่การนั่ง นอน ยืน เดิน รับประทาน รู้สึกและสัมผัส รวมถึงการนึกคิด<br />
</span></span></p>
<p><span style="font-size: small"><span id="more-2140"></span><br />
            </span><span style="font-size: small"><span style="color: #ff00ff">  ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยเผยว่า โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมของเซลล์สมองจนก่อให้เกิดความบกพร่องทางความทรงจำ การตัดสินใจหรือการใช้เหตุผล โดยมักมีอาการหลงลืม สับสนหรืออารมณ์แปรปรวน ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดกับผู้สูงอายุนั้น จะมีปริมาณของสารอะซีทิลโคลีนในสมองน้อยกว่าปกติมาก อย่างไรก็ตามหากมีการเพิ่มปริมาณของสารอะซีทิลโคลีน ก็สามารถช่วยเพิ่มความทรงจำ ลดการหลงลืมและสามารถชะลอภาวะเสื่อมของสมองในผู้ที่เป็นอัลไซเมอร์ได้ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่เผยว่า ผักผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างพวกบลูเบอร์รี แอปเปิลนั้น ก็มีส่วนช่วยชะลอภาวะความจำเสื่อมในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ และยังให้ผลดีกว่าพวกอาหารเสริมหรือวิตามินที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระทั้งหลาย<br />
</span><br />
</span><span style="font-size: small"><span style="color: #ff99cc">             โดยงานวิจัยนี้ได้ศึกษาในหนูทดลองปกติวัยผู้ใหญ่ วัยชรา และหนูทดลองสายพันธุ์พิเศษที่มีการตัดต่อพันธุกรรมจนสามารถเกิดอาการของโรคอัลไซเมอร์แบบเดียวกับที่เกิดในคน โดยแบ่งให้รับประทานอาหารปกติ อาหารที่ขาดสารอาหารจำเป็น หรืออาหารที่ขาดสารอาหารที่จำเป็นแต่รวมกับการดื่มน้ำแอปเปิลเข้มข้นแทนน้ำ เป็นเวลา 1 เดือน พบว่าหนูปกติ วัยชรา และหนูที่เป็นอัลไซเมอร์ ซึ่งรับประทานอาหารที่ขาดสารอาหารที่จำเป็นจะมีปริมาณของสารอะซีทิลโคลีนในเนื้อสมองลดลง แต่ปริมาณของสารนี้กลับเพิ่มสูงขึ้นในหนูที่ดื่มน้ำแอปเปิลเข้มข้นร่วมด้วย อีกทั้งเมื่อนำหนูเหล่านี้ไปทดสอบเกี่ยวกับการเรียนรู้และความจำ พบว่าหนูที่ดื่มน้ำแอปเปิลเข้มข้นจะมีพฤติกรรมการเรียนรู้และความจำที่ดีกว่าหนูที่ไม่ดื่มน้ำแอปเปิล<br />
</span><br />
       <span style="color: #ff00ff">      จึงเป็นไปได้ว่าการดื่มน้ำแอปเปิลเข้มข้นอาจช่วยเสริมความจำ โดยมีผลการเพิ่มปริมาณของสารสื่อประสาทอะซีทิลโคลีน ที่ช่วยกระตุ้นความทรงจำ เพิ่มสมาธิและประสิทธิภาพการเรียนรู้ อีกทั้งช่วยชะลอความเสื่อมของสมองอันเนื่องมาจากอายุที่มากขึ้นและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งน้ำแอปเปิลเข้มข้นที่ให้หนูกินในแต่ละวัน สามารถเทียบได้กับการดื่มน้ำแอปเปิลเข้มข้นแก้วละ 8 ออนซ์ วันละ 2 แก้ว หรือเท่ากับการรับประทานแอปเปิลวันละ 2-3 ลูก</span> </span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://study.eduzones.com/elementary/2009/11/09/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b9%8a%e0%b8%9b%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

