Archive for the ‘สังคม ศาสนา วัฒนธรรม’ Category:
Written on พฤศจิกายน 5th, 2009 by editor_aeno shouts
แน่นอนว่าเดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็เกาหลี ทุกคนล้วนให้ความสนใจกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเกาหลี ไม่ว่าจะเป็นดาราเกาหลี ศิลปินนักร้องเกาหลี ซีรีย์เกาหลีเรื่องดัง หรือแม้แต่การท่องเที่ยวที่ประเทศเกาหลี แต่จะมีสักกี่คนกันนะ ที่รู้ลึกรู้จริงยิ่งกว่าแค่เปลือกนอกว่ายังมีเรื่องน่ารู้ที่เชื่อว่าอีกหลายๆ คนยังไม่รู้ วันนี้ได้รวบรวมมาให้ทุกคนได้อ่านกันแล้ว เปิดสมองให้กว้างๆ แล้วไปลุยกันเลย

- ชุดประจำชาติของเกาหลีเรียกว่าชุด ฮันบก คนเกาหลีมักจะใส่ชุดฮันบกในโอกาสพิเศษต่างๆ เช่น งานแต่งงาน, วันซอลนัล (ขึ้นปีใหม่) , วันชูซก (วันขอบคุณพระเจ้า) เป็นต้น

- ต้นไม้ประจำชาติของประเทศเกาหลีคือ ต้นทงแบก (ต้นแป๊ะก๊วย)
- ภาษาเกาหลี มีตัวอักษรเกาหลีที่เรียกว่า ฮันกึล ประกอบด้วยสระ 10 ตัว และพยัญชนะ 14 ตัว

- การทักทายและการกล่าวคำขอบคุณเป็นเรื่องที่คนเกาหลีให้ความสำคัญมาก เวลากล่าวคำทักทายและขอบคุณคนเกาหลีมักก้มหัวคำนับเสมอ การโค้งหัวต่ำระดับไหนก็ขึ้นอยู่กับความอาวุโสของอีกฝ่าย
(เพิ่มเติม…)
Written on พฤศจิกายน 5th, 2009 by editor_aeno shouts

สวัสดีค่ะ ทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์นี้ ขอยินดีเข้าสู่ศูนย์การศึกษา โลกยุคโบราณ เว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นวิทยาทานซึ่งมิได้หวังผลกำไรทางธุรกิจ และยินดีที่จะให้เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยมิได้หวังผลกำไรทั้งสิ้น
ทางคณะผู้จัดทำขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์เพื่อการศึกษานี้ หากมีข้อผิดพลาดประการใด ทางคณะผู้จัดทำก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
เนื้อหาประกอบด้วย
- สายพันธุ์-มนุษย์
- วัฒนธรรมมนุษย์
- เผ่าพันธุ์มนุษย์
- ยุคของมนุษย์
- การแบ่งยุคประวัติศาสตร์
Written on พฤศจิกายน 5th, 2009 by editor_aeno shouts
ความหมาย ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2525 สวัสดี หมายถึงความดี ความงาม ความเจริญรุ่งเรือง คำทักทาย หรือพูดขึ้นเมื่อพบหรือจากกัน
สวัสดี ในส่วนที่นำมาใช้เป็นคำทักทายนั้น พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ได้เล่าถึงต้นเหตุเดิมไว้ว่า เจ้าหน้าที่วิทยุกระจายเสียงได้ใช้คำ “ราตรีสวัสดิ์” ลงท้ายคำพูดเมื่อจบการกระจายเสียงตอนกลางคืน โดยอนุโลมตามคำว่า “กู๊ดไนต์” (Goodnight) ของอังกฤษ แต่มีผู้ไม่เห็นด้วย
ทางสถานีวิทยุกระจายเสียง จึงขอให้กรรมการชำระปทานุกรมของกระทรวงธรรมการในสมัยนั้น ช่วยคิดหาคำให้ ตกลงได้คำว่า “สวัสดี” ไปใช้ และเมื่อ พ.ศ. 2476 พระยาอุปกิตศิลปสาร ได้นำไปเผยแพร่ให้นิสิต ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใช้เป็นคำทักทายเมื่อพบกัน จึงได้แพร่หลายใช้กันต่อมา
ครั้นต่อมาในยุคบำรุงวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของชาติ รัฐบาลในสมัยนั้น ก็เห็นชอบกับการใช้คำว่า “สวัสดี” ในโอกาสแรกที่ได้พบกัน ได้มอบให้กรมโฆษณาการ (กรมประชาสัมพันธ์ในปัจจุบัน) ออกข่าวประกาศเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2486 ดังต่อไปนี้ (ตัวสะกดและการันต์ในสมัยนั้น)
(เพิ่มเติม…)
Written on พฤศจิกายน 5th, 2009 by editor_aeno shouts
ท่ามกลางสมรภูมิอันร้อนระอุไปด้วยการต่อสู้ ฆ่าฟัน เพลิงลุกไหม้ที่เผาผลาญ ขบวนช้างมากมายกว่าร้อยเชือกเคลื่อนโถมกระหน่ำราวี แผ่นดินฉาบทาไปด้วยสีเลือด…..สงครามยุทธหัตถี พุทธศักราช ๒๐๙๑หนึ่งในขบวนช้างนับร้อยนั้น วีรสตรีไทยนางหนึ่ง ขับเคลื่อนช้างพลายสูงหกศอก เข้าสัประยุทธ์ฝ่ายพม่าอย่างอุกอาจหาญกล้า ตราบวินาทีสุดท้ายของชีวิต
นั่นคือเรื่องราวของ “สมเด็จพระสุริโยไท” วีรสตรีผู้ยิ่งใหญ่ สละชีพเพื่อชาติบ้านเมือง !!!
หากนับย้อนไปแล้วประวัติวีรกรรมของพระสุริโยไทได้รับการหยิบยกขึ้นมากล่าวเน้นตั้งแต่สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ยังมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุด้วยว่า ทรงมีโอรส ธิดา และนัดดาหลายพระองค์ ที่สำคัญคือ สมเด็จพระมหินทราธิราช โอรสผู้สืบราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา พระธิดาก็อย่างเช่น พระเทพกษัตรี ที่พระไชยเชษฐาแห่งราชอาณาจักรลาวล้านช้างสู่ขอไปเป็น พระมเหสี พระสวัสดิราช หรือ พระวิสุทธิกษัตรี มเหสีพระมหาธรรมราชาเมืองพิษณุโลก ซึ่งต่อมามีพระราชโอรสและพระธิดา คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระเอกาทศรถ และพระสุพรรณกัลยา นั่นก็หมายความว่า พระนเรศวร พระเอกาทศรถ และพระสุพรรณกัลยา ที่ได้รับการ กล่าวพระนาม เป็นที่รู้จักกันในปัจจุบันนี้ ล้วนเป็นนัดดาของสมเด็จพระสุริโยไททั้งสิ้น !!!
นักประวัติศาสตร์ได้ประมวลหลักฐานจากพงศาวดาร เทียบเคียงเอกสารประวัติศาสตร์ ย้อนรอยไปสู่อดีตกาลถึงเรื่องราวของพระนาง สู่ยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองของราชธานีไทย กรุงศรีอยุธยา เมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมา
ครั้งรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ตั้งแต่พ.ศ.๒๐๓๔ ถึงพ.ศ. ๒๐๗๒ เป็นสมัยที่ราชอาณาจักรอโยธยามีเจ้าเหนือหัวครองราชย์ ถึง ๒ พระองค์ หนึ่งนั้นคือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ซึ่งทรงครองราชย์อยู่ ราชธานีฝ่ายใต้ อันได้แก่ กรุง อโยธยาศรีรามเทพนคร ส่วนอีกหนึ่งนั้นเป็นพระอนุชาในสมเด็จพระรามาธิบดี ทรงพระนามว่า พระอาทิตยา ครองราชย์อยู่ยังเมืองพิษณุโลกอันเป็นราชธานีฝ่ายเหนือ
พระสุริโยไท ซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้านายฝ่ายเหนือแห่งราชวงศ์พระร่วง ได้อภิเษกสมรสกับพระเยาวราช จากราชวงศ์สุพรรณภูมิ คือพระเฑียรราชา โอรสขององค์อุปราชพระอาทิตยา วงศ์ กับพระสนม
(เพิ่มเติม…)
Written on พฤศจิกายน 5th, 2009 by editor_aeno shouts
ราชวงศ์สุโขทัยมีประวัติปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 2 (จารึกวัดศรีชุม) ใจความว่า ผู้ตั้งราชวงศ์มี 2 คน ด้วยกัน คือ พ่อขุนผาเมือง และพ่อขุนบางกลางหาว ได้ช่วยกันตั้งราชวงศ์ขึ้นเมื่อพ.ศ. 1800 พ่อขุนผาเมืองเป็นลูกพ่อขุนศรีนาวนำถม ซึ่งเป็นเจ้าเมืองสุโขทัยในครั้งนั้นเมืองสุโขทัยยังเป็นเมืองประเทศราชของขอมอยู่
พ่อขุนผาเมืองนั้น พระเจ้ากรุงกัมพูชาพระราชทานนามว่า กมรเตงอัญศรีอินทรปตินทราทิตย์ และได้พระราชทานพระราชธิดาองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระนางสิงขรมหาเทวี พ่อขุนผาเมืองเป็นเจ้าเมืองราด ส่วนพ่อขุนบางกลางหาวนั้นเป็นเจ้าเมืองบางยาง (แต่เดิมนั้น เรียกชื่อพ่อขุนบางกลางหาวว่า บางกลางทาว หรือ บางกลางท่าว ต่อมา ดร. ประเสริฐ ณ นคร ตรวจสอบอักษรที่จารึกใหม่พบว่า แท้ที่จริง จารึกเขียนว่า บางกลางหาว เพราะที่อ่านกันแต่เดิมนั้น เข้าใจผิดไปว่าเป็น “ท ทหาร” ที่แท้คือ ” ห หีบ” และ”ไม้เอก” ก็ไม่มี) ครั้งนั้นเมืองสุโขทัยมีข้าหลวงเขมรชื่อ โขลญลำพง เป็นผู้รักษาเมืองหรือสำเร็จราชการอยู่ พ่อขุนบางกลางหาวเป็นมิตรสหายของพ่อขุนผาเมือง ทั้งสองได้ตั้งใจตีเมืองสุโขทัย พ่อขุนบางกลางหาวได้เมืองศรีสัชนาลัย ส่วนพ่อขุนผาเมืองเมื่อได้เมืองบางขลังแล้วก็นำพลมาทางเมืองราด เมืองศรีสัชนาลัยถึงเมืองสุโขทัย ข้าหลวงขอมไม่อาจสู้ได้ ต้องยอมแพ้และทิ้งเมืองสุโขทัยไป
เมื่อได้เมืองสุโขทัยแล้วพ่อขุนผาเมืองได้นำพลออกและได้อภิเษกพ่อขุนบางกลางหาวให้เป็นเจ้าเมืองสุโขทัย ถวายพระนามตามพระนามของตนที่ได้รับพระราชทานจากพระเจ้ากรุงกัมพูชาว่า “กมรเดงอัญศรีอินทรปตินทราทิตย์” (ในตอนต้นศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง เรียกโดยย่อว่า ศรีอินทราทิตย์ เป็นพระนามพระราชบิดาของพ่อขุนรามคำแหง) พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ซึ่งเป็นปฐมกษัตริย์ในราชวงศ์สุโขทัยนั้น ในหนังสือชินกาลมาลินี และสิหิงคนิทาน เรียกว่า โรจนราช หรือสุรางคราช คือ พระร่วง (สำหรับพระนามพระร่วงนี้มีหลักฐานไม่แน่ชัดว่า หมายจำเพาะเจาะจงว่าเป็นองค์ใด บ้างก็ว่าหมายถึงพระเจ้าศรีอินทราทิตย์ บ้างก็ว่า หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และบ้างก็ว่าหมายถึงกษัตริย์ทุกพระองค์ในราชวงศ์พระร่วง)
Written on พฤศจิกายน 5th, 2009 by editor_aeno shouts

อันว่า มนุษย์กินคน จ้าวแห่งนักล่านั้น มีมานานแล้วนับแสนนับล้านปี
ปัจจุบันเราเรียกคนกินเนื้อคนพวกเดียวกันเองว่า Cannibalism ซึ่งแปลว่า “มนุษย์กินคน”
มีคำถามว่า “พวกมนุษย์กินคนยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้อยู่หรือไม่”
คำตอบคือ ยังมีอยู่ครับ แถมยังอยู่ในทุกทวีปทั่วโลกซะด้วย และที่สำคัญ พวกนี้มิได้อยู่ไกลจากเราเลยครับ
ชนเผ่า อาปาเช่ ซึ่งได้ อพยพมาจากแคนาดาตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณพันกว่าปีมานี้เอง และชนเผ่านี้เรียกได้ว่าเป็นต้นกำเนิดประเพณี การล่าหัวมนุษย์ต่างเผ่า ซึ่งสร้างความกลัวให้แก่คนผิวขาวมานานเนิ่นภายหลังเผ่าอาปาเช่ ได้ผู้นำเก่ง “เจอโรนิโม” ทำสงครามกองโจรกับสหรัฐฯ และเม็กซิโก ต่ออีกหลายปี เจอโรนิโม ได้นำนักรบอาปาเช่ ต่อสู้กับสหรัฐ จนถึงปี ค.ศ. 1885 เป็นชนพื้นเมืองเผ่าสุดท้ายที่ต่อต้านผู้รุกรานชนผิวขาว
ว่ากันว่า หากพวกเขาจับชาวผิวขาวได้ จะนำมีดเชือดสัตว์ ปาดตอ แล้วถลกหนังศีรษะกันสดๆเลยครับ ส่วนเนื้อช่วงลำคอจะนำไปกินกันบ้าง เพราะเขาเชื่อว่า หากบริโภคสิ่งมีชีวิตใดๆก็ตาม จะได้รับคุณสมบัตินั้นๆของตัวเหยื่อ
จนกระทั่งอเมริกายึดครองพื้นดินแถบนั้นได้หมด ทำให้ประเพณีดังกล่าวนี้หมดไปโดยสิ้นเชิง
(เพิ่มเติม…)
Written on พฤศจิกายน 5th, 2009 by editor_aeno shouts
เข้าใจว่าสังคมไทยคงจะมีผู้ชายตุ้งติ้งมานานแสนนานแล้ว ดังคำว่า กระเทย แต่ในทศวรรษที่แปดสิบ ซึ่งสังคมเริ่มเปิดใจกว้างมากขึ้น บุคคลเหล่านี้เริ่มเปิดเผยตนมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีคำเรียกคำใหม่ให้กับเขาเหล่านั้นว่า “ตุ๊ด” ซึ่งเป็นคำฝรั่ง แต่ไปตรวจดูในคำแสลงที่ฝรั่งเรียกผู้ชายตุ้งติ้ง เช่นคำว่า Fag หรือ Queer หรือ Drag Queen หาได้มีคำ ว่าตุ๊ดรวมอยู่ด้วยไม่
ถ้าจะให้เดาคำว่า “ตุ๊ด” น่าจะมาจากหนังฝรั่งที่ชื่อ ทุดซี่ หรือTootsie (1982) ที่มีตัวเอกแสดงเป็นชายปลอมตัวเป็นหญิงมากกว่า ซึ่งถือว่าเป็นพัฒนาการของคำแสลงที่ยังอยู่กับสังคมไทยจนมาถึงทุกวันนี้
(เพิ่มเติม…)
Written on พฤศจิกายน 5th, 2009 by editor_aeno shouts
คงไม่ใช่เรื่องแปลกหากอิน-จันครุ่นคิดถึงการผ่าตัดแยกร่างอย่างสม่ำเสมอ และยิ่งไม่ใช่เรื่องยากที่ต้องตัดสินใจแยกร่างหากคนใดคนหนึ่งเสียชีวิตลงก่อน ในเช้าของวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๑๗ (ค.ศ ๑๘๗๔) หลังจากพบว่าจันจากโลกนี้ไปแล้ว ครอบครัวของแฝดสยามได้ส่งข่าวไปถึงนายแพทย์โจเซฟ ฮอลลิงสเวิร์ธ (Joseph Hollingsworth) ซึ่งเป็นหมอประจำครอบครัว เพื่อให้รีบเดินทางมาผ่าตัดแยกร่าง แต่ปรากฏว่าเมื่อแพทย์ผู้นี้มาถึง อินก็หมดลมหายใจเสียแล้ว
นายแพทย์ฮอลลิงสเวิร์ธต้องการให้มีการชันสูตรศพ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิต ทว่าภรรยาหม้ายทั้งสองไม่เห็นด้วย เพราะปริวิตกว่าศพอาจถูกขโมยไปหาประโยชน์ นอกจากนั้นการที่มีผู้เสนอขอซื้อศพของสามีแฝด ก็ทำให้ทั้งสองรู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ดีในท้ายที่สุดร่างของอิน-จันก็นอนสงบอยู่ในโลงไม้วอลนัต เพื่อให้ญาติมิตรมีโอกาสกล่าวอำลาเป็นครั้งสุดท้ายตามธรรมเนียมฝรั่ง ก่อนนำไปฝังไว้ที่สุสาน
แต่…เรื่องมิได้จบลงอย่างง่ายดายเช่นนั้น ศาสตราจารย์ นายแพทย์ วิลเลียม เอช. แพนโคสต์ (William H. Pancoast) แห่งวิทยาลัยแพทย์เจฟเฟอร์สันและคณะ พยายามสุดกำลังเพื่อขอชันสูตรศพ ครอบครัวของอิน-จันปฏิเสธเสียงแข็งได้ไม่นาน ก็ใจอ่อนยอมให้ชันสูตรได้ โดยมีเงื่อนไขว่า ห้ามทำความเสียหายแก่ใบหน้า ศีรษะ หรือส่วนหน้าของร่างกาย การชันสูตรเริ่มต้นขึ้นที่บ้านของอิน โดยคณะแพทย์ซึ่งประกอบด้วย หมอแพนโคสต์และผู้ร่วมงานอีก ๒ ท่าน คือ นายแพทย์แฮร์ริสัน แอลเลน (Harrison Allen) และนายแพทย์ที.เอช. แอนดรูว์ส (T.H. Andrews) เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๑๗ (ค.ศ ๑๘๗๔) หรือ ๑๕ วันกับ ๘ ชั่วโมงหลังการเสียชีวิต แต่ก็ไม่เสร็จสมบูรณ์ คณะแพทย์จึงขอนำร่างคู่ไร้วิญญาณนั้นเดินทางไปยังพิพิธภัณฑ์มึตเตอร์ (Mutter Museum) ในวิทยาลัยแพทย์แห่งเมืองฟิลาเดลเฟีย
(เพิ่มเติม…)
Written on พฤศจิกายน 5th, 2009 by editor_aeno shouts
1. ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง : แนวคิดใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจ
1.1 เป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจโดยทั่วไป ผู้บริหารเศรษฐกิจมีเป้าหมายที่สำคัญสามประการคือ 
ก) ด้านประสิทธิภาพคือ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยมักจะพิจารณาจากการขยายตัวของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestio Product) ซึ่งแสดงว่าในระยะเวลา 1 ปี ประเทศผลิตสินค้าและบริการรวมแล้วเป็นมูลค่าเท่าใด ดังนั้น การที่ประเทศมี GDP ขยายตัว จึงหมายถึงว่าสังคมมีการผลิตสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง มีทรัพยากรมากขึ้น ประชาชนโดยรวมมีความมั่งคั่งมากขึ้น ซึ่งการขยายตัวได้ดีแสดงว่าระบบเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพ มีการจัดสรรทรัพยากรที่ดี
ข) ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ คือ การที่ตัวแปรทางเศรษฐกิจที่สำคัญไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การไม่มี shock ในระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ประชาชนโดยทั่วไปย่อมไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ปรับตัวได้ยาก ในด้านเสถียรภาพนี้มักจะมองได้หลายมิติคือ การมีเสถียรภาพในระดับราคาของสินค้า หมายถึง การที่ระดับราคาของสินค้าไม่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ประชาชนสามารถคาดการณ์ราคาสินค้าและบริการได้ การมีเสถียรภาพของการมีงานทำ หมายถึง การที่ตำแหน่งงานมีความเพียงพอต่อความต้องการของตลาดแรงงาน การมีเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หมายถึง การที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ซึ่งจะมีผลต่อเสถียรภาพของราคาในประเทศ และทำให้วางแผนการทำธุรกรรมระหว่างประเทศมีความยุ่งยากมากขึ้น
ค) ด้านความเท่าเทียมกัน โดยทั่วไปหมายถึง ความเท่าเทียมกันทางรายได้ เมื่อเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่ปรากฏว่า รายได้ของคนในประเทศมีความแตกต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่ามีคนเพียงกลุ่มน้อยได้ประโยชน์จากการขยายตัวของเศรษฐกิจ สถานการณ์จะเลวร้ายไปกว่านี้อีก หากเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่ปรากฏว่า มีคนจนมากขึ้นเรื่อยๆ
(เพิ่มเติม…)
Written on พฤศจิกายน 5th, 2009 by editor_aeno shouts
ประวัติศาสตร์ธิเบต
ทิเบต (Tibet) ตั้งอยู่ในใจกลางของทวีปเอเชียระหว่างประเทศจีนกับอินเดีย ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 2.5 ล้านตารางกิโลเมตร ในบริเวณที่มีภูเขาและที่ราบสูงที่สุดในโลก มีอากาศแห้งและหนาวเย็น รวมทั้งที่ราบกลางหุบเขาริมแม่น้ำอันกว้างใหญ่หลายสาย อันเป็นที่พำนักพิงของชาวธิเบต ผู้ซึ่งมีวัฒนธรรมประเพณีเป็นของตนเอง มาเป็นเวลาช้านาน และมีชีวิตความเป็นอยู่แตกต่างจากผู้คนในประเทศเพื่อนบ้าน ชาวธิเบตได้มีการพัฒนาทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ในตนเอง ทั้งยังมีการพัฒนาด้านสติปัญญาและจิตใจ ได้แก่ การมีภาษาที่โดดเด่น มีวรรณกรรมอันยิ่งใหญ่ และมีผลงานศิลปะที่น่ามหัศจรรย์ นอกจากนี้ อารยธรรมของชาวธิเบต ซึ่งสืบเนื่องมาเป็นเวลาหลายพันปีนั้น ยังเป็นอารยธรรมที่สูงส่ง และมีคุณค่าสืบทอดต่อกันมา เป็นมรดกของมนุษยชาติ
ยุคก่อนประวัติศาสตร์
ชาวจีนและชาวทิเบต-พม่าดั้งเดิมอาจจะแยกออกจากกันเมื่อราว 3,457 ปีก่อนพุทธศักราช เมื่อชาวจีนเริ่มอพยพเข้าสู่ลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง ในขณะที่ชาวทิเบตพม่าดั้งเดิมยังเป็นผู้ร่อนเร่ ชาวทิเบตแยกตัวออกจากชาวพม่าชัดเจน เมื่อราว พ.ศ. 943[1] [2]
พบหลักฐานในยุคเหล็กและยุคสำริดในที่ราบสูงฉางตังแต่ยังไม่ได้ศึกษาอย่างละเอียด วัฒนธรรมในบริเวณนี้เป็นที่รู้จักในชื่อวัฒนธรรมจางจุง ซึ่งมีกล่าวถึงในเอกสารโบราณของทิเบตและเป็นจุดเริ่มต้นของศาสนาบอน
ตำนานทางประวัติศาสตร์
กษัตริย์องค์แรกของทิเบต ญาตริ ซันโป (ระบบ Wylie: Gnya-khri-btsan-po) เชื่อกันว่าเป็นผู้เสด็จมาจากสวรรค์หรือมาจากอินเดีย และโดยลักษณะที่แปลกไปจากมนุษย์เช่น มีพังผืดระหว่างนิ้วและหนังตาปิดจากล่างขึ้นบน คนท้องถิ่นจึงเชื่อว่าพระองค์เป็นพระเจ้า กษัตริย์พระองค์นี้และองค์ต่อๆมา ติดต่อกับสวรรค์ได้โดยมีสายเชือกโยงกับสวรรค์
กษัตริย์ในตำนานอีกองค์หนึ่งคือ ทริคัม เซ็นโป (Dri-gum-brtsan-po) ยุแหย่ให้องครักษ์ของพระองค์ชื่อโลงัม (Lo-ngam) ต่อสู้กับพระองค์ ในระหว่างการต่อสู้ สายเชือกที่โยงพระองค์กับสวรรค์ถูกตัดขาด และพระองค์ถูกฆ่าตาย ตั้งแต่นั้นมากษัตริย์ทุกพระองค์จึงทิ้งซากศพไว้ในเมืองมนุษย์ และต้องนำไปฝัง[3]
อีกตำนานหนึ่งชาวทิเบตเป็นลูกหลานของลิงกับยักษ์ ลิงนั้นจริงๆแล้วคือ พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (ภาษาทิเบต: Spyan-ras-gzigs) ส่วนยักษ์นั้นคือพระนางตารา (ภาษาทิเบต:’Grol-ma) [4]
(เพิ่มเติม…)
เรื่องที่เก่ากว่า