Archive for the ‘วิทยาศาสตร์’ Category:

ประโยชน์ของเครื่องทำน้ำอุ่น

Written on พฤศจิกายน 2nd, 2009 by editor_aeno shouts

- กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต การอาบน้ำอุ่นเป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้อาบ สายน้ำอุ่น ณ อุณหภูมิที่เหมาะสมจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตให้สูบฉีดไปทั่วร่างกาย

- การอาบน้ำอุ่นช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย และเกิดการตื่นตัว ช่วยรักษาบรรเทาความปวดเมื่อย และความตึงเครียดของกล้ามเนื้อตามร่างกาย

- ปราศจากสิ่งสกปรกอุดตันรูขุมขน การอาบน้ำในอุณหภูมิที่พอเหมาะ จะช่วยรักษาผิวพรรณ ชะล้างไขมันบนผิวหนัง และทำความสะอาดลึกถึงรูขุมขนได้ดีกว่า

- เพิ่มความสดชื่น คืนความกระปรี้กระเป่า เพราะสายน้ำอุ่นจะลดประจุบวก และเพิ่มประจุลบรอบข้างในอากาศขณะอาบน้ำช่วยทำให้คุณหายใจได้คล่องขึ้น รู้สึกสดชื่นภายหลังจากอาบน้ำ

รู้อย่างนี้แล้ว หันมาอาบน้ำอุ่นกันดีกว่า เพื่อสุขภาพที่ดี.

กระเจี๊ยบ

Written on พฤศจิกายน 2nd, 2009 by editor_aeno shouts

ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus sabdariffa

ชื่อวงศ
์ Malvaceae

ชื่อสามัญ Rosella, Red Sorrel, Jamaica Sorrel

ชื่อท้องถิ่น ภาคเหนือเรียก ผักเก็งเค็ง ส้มเก็งเค็ง เงี้ยว แม่ฮ่องสอนเรียก ส้มปู จังหวัดตากเรียก ส้มตะแลงเครง ภาคกลางเรียก กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเปรี้ยว ทั่วไปเรียก กระเจี๊ยบแดง

ลักษณะทั่วไป กระเจี๊ยบแดง เป็นพืชสมุนไพรที่เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 3–6 ศอก ลำต้นและกิ่งก้านมีสีม่วงแดง ใบมีหลายแบบด้วยกัน ขอบใบเรียบ บางทีก็มีรอยหยักเว้า 3 หยัก สีของดอกเป้นสีชมพู ตรงกลางดอกมีสีเข้มมากกว่าขอบนอกของกลีบ กลีบดอกร่วงโรยไป กลีบรองดอกและกลีบเลี้ยงก็จะเจริญเติบโตขึ้นอีกเกิดเป็นสีม่วงแดงเข้มหุ้มเมล็ดเอาไว้ภายใน

การปลูก ใช้เมล็ดปลูก ควรปลูกในหน้าฝน พรวนดินก่อนปลูก ขุดหลุมปลูกหลุมละ 2-3 เมล็ด ระยะห่างของหลุมประมาณ ½-1 เมตร พอต้นอ่อนงอกออกมาแล้ว ให้ถอนต้นที่อ่อนแอกว่าออกไปเอาต้นที่แข็งแรงไว้ รดน้ำ ใส่ปุ๋ย พรวนดิน กำจัดวัชพืชออกให้หมด

สรรพคุณทางยา รสเปรี้ยวของดอกกระเจี๊ยบทำให้ชุ่มคอ ช่วยย่อยอาหาร หล่อลื่นลำไส้ นำกลีบเลี้ยงและกลีบรองมาตากแห้ง บดเป็นผงละเอียด ชงกับน้ำร้อนครั้งละ 1 ช้อนชา ดื่ม 3 เวลา เช้า กลางวันและเย็น แก้อาการขัดเบา เป็นยากัดเสมหะ นอกจากนี้ยังสามารถลดไขมันในเลือดได้อีกด้วย

รายการอาหาร แกงส้มกระเจี๊ยบ ยำดอกกระเจี๊ยบ น้ำกระเจี๊ยบแดง กระเจี๊ยบเชื่อม กระเจี๊ยบแช่อิ่ม แยมดอกกระเจี๊ยบ

ฝนกรด

Written on พฤศจิกายน 2nd, 2009 by editor_aeno shouts
     ฝนกรด คือ น้ำฝนที่รวมตัวกันกับแก๊สออกไซด์ของvโลหะบางชนิดในอากาศ เกิดเป็นสารละลายที่มีสมบัติเป็นกรด และมีความเป็นกรดอยู่ในช่วง pH = 3-5
               แก๊สออกไซด์ของอโลหะที่ทำให้เกิดฝนกรด ได้แก่
               – แก๊สออกไซด์ของกำมะถัน เช่น แก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์   แก๊สซัลเฟอร์ไตรออกไซด์
               – แก๊สออกไซด์ของไนโตรเจน เช่น แก๊สไดไนโตรเจนไตรออกไซด์   แก๊สไนโตรเจนไดออกไซด์   และแก๊สไดไนโตรเจนเพนตะออกไซค์
               – แก๊สออกไซด์ของคาร์บอน เช่น แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์

 

แหล่งที่ปล่อยแก๊สทำให้เกิดฝนกรด
                – แก๊สออกไซด์ของกำมะถัน เกิดจากการปล่อยควันเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหิน หรือน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบ รวมทั้งไอเสียรถยนต์ ในธรรมชาติจากปล่องภูเขาไฟ การย่อยสลายพืช
                – แก๊สออกไซด์ ของไนโตรเจน เกิดจากเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ควันเสียรถยนต์ ควันเสียจากโรงงานแบตเตอรี่ รวมทั้งควันจากไฟไหม้ป่า

(เพิ่มเติม…)

กระเทียม

Written on ตุลาคม 31st, 2009 by editor_aeno shouts

ชื่อวิทยาศาสตร์    :    Allium sativum Linn.
วงศ์    :    Alliaceae
ชื่อท้องถิ่น    :    หอมดเทียม (ภาคเหนือ) เทียน หัวเทียน (ภาคใต้) กระเทียมขาว หอมขาว (อุดรธานี) กระเทียม(ภาคกลาง)
ภาพประกอบ >>>

   
ลักษณะของพืช    :
   
กระเทียม เป็นพืชล้มลุกที่มีลำต้นใต้ดิน เรียกว่าหัว หัวมีกลีบย่อยหลายกลีบ ติดกันแน่น เนื้อสีขาว มีกลิ่นฉุนเฉพาะบางครั้งในหัวมีกลีบเดียว เรียกว่า กระเทียมโทน หัวค่อนข้างกลมใบยาวแบน ปลายแหลม ภายในกลวง ดอกรวมกันเป็นกระจุกที่ปลายก้านช่อ ดอกสีขาวเหลืองอมชมพูม่วงผลมีขนาดเล็ก
ส่วนที่ใช้เป็นยา     :    หัวใต้ดิน
การปลูก    :    ใช้หัวปลูก กะเทียมชอบอากาศเย็นและดินร่วมซุย ปลูกได้ดีในทางภาคเหนือ

(เพิ่มเติม…)

ต้นกำเนิดของรถยนต์

Written on ตุลาคม 31st, 2009 by editor_aeno shouts

ต้นกำเนิดของรถยนต์ก็คือ “รถโดยสารเทียมม้า” ซึ่งเริ่มบุกเบิกการขนส่งผู้โดยสารทางถนนในศตวรรษที่สิบเจ็ด และมีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 200 ปีต่อมาในต้นศตวรรษที่สิบเก้า รถม้าปรับปรุงรูปแบบให้ดีขึ้น

ในปี ค.ศ.1678 “คริสเตียน ฮอยเกนส์” ชาวดัตช์ได้เขียนในทางทฤษฎีไว้เกี่ยวกับเครื่องยนต์สันดาปภายในทำงานด้วยดินดำถูกจุดในกระบอกสูบเกิดกำลังงานผลักดันลูกสูบในกระบอกสูบ

“เอบเบ ฮอเตฟอฮิลเยร์” ชาวฝรั่งเศส เป็นคนแรกที่ได้คิดเครื่องยนต์ลูกสูบ โดยใช้ดินปืนขึ้นในปี 1678 การระเบิดของดินปืนภายในกระบอกสูบ ทำให้ลูกสูบเคลื่อนที่ซึ่งทำให้เกิดงานขึ้น

ต่อมาในปี 1680 ฮอยเกนส์ได้สร้างเครื่องยนต์ชนิดนี้ขึ้นใช้งานจริง เครื่องยนต์ของเขาประกอบด้วย กระบอกสูบและลูกสูบที่ฟิตพอดีๆ เมื่อจุดดินปืน ลูกสูบที่มีน้ำหนักมากจะถูกผลักดันให้ขึ้นไป เมื่อความดันในกระบอกสูบ เท่ากับความดันภายนอกลูกสูบจะหยุดอยู่กับที่ชั่วระยะหนึ่ง น้ำหนักของลูกสูบ รวมกับการหดตัวของแก๊สในกระบอกสูบ จะทำให้ลูกสูบเคลื่อนที่ลง

ถ้าจัดเชือกให้มีความยาวพอเหมาะ เครื่องยนต์นี้จะยกน้ำหนักไปยังที่ที่ต้องการได้เครื่องยนต์ชนิดนี้ จุดดินปืนครั้งหนึ่ง จะทำงานครั้งหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถควบคุมอัตราการเผาไหม้ให้เป็นไปตามต้องการได้ การจุดดินปืนแต่ละครั้งก็ทำได้ด้วยความยากลำบากเครื่องยนต์ชนิดนี้จึงพัฒนาต่อไปไม่ได้

เวลาผ่านมาร่วม 200 ปี ในปี ค.ศ.1860 “เอเตียง เลอนัวร์” ชาวฝรั่งเศสได้ประดิษฐ์เครื่องยนต์ใช้หลักการเดียวกันแต่แพร่หลายมากกว่า โลกจึงรู้จักว่าเครื่องยนต์ของเลอนัวร์เป็นเครื่องยนต์สันดาปภายในเครื่องแรกของโลก

(เพิ่มเติม…)

ศัพท์วิทยาศาสตร์

Written on ตุลาคม 31st, 2009 by editor_aeno shouts
  •     ดาวเคราะห์   ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง ต้องได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์
  •     ดาวฤกษ์      มีแสงสว่างในตัวเอง  แสงระยิบระยับ
  •     ควงจันทร์     เป็นบริวาลของโลก
  •     ดาวศุกร์       เป็นดาวเคราะห์  เรียกชื่อ  ดาวประกายพรึก  ดาวรุ่ง  ดาวประจำเมือง
  •     ดาวตก        หรึอผีพุ่งใต้  เป็นวัตถุแข็ง  เมื่เกิดเผาไหม้จะดูสว่างพุ่งเข้าสู่ผิวโลก
  •    ดาวเทียม     มนุษย์สร้างขึ้นเรียนแบบดาวเคราะห์
  • วิทยาศาสตร์กับการลอยกระทง

    Written on ตุลาคม 31st, 2009 by editor_aeno shouts

    อย่างที่นักเรียนรู้จักความหมายของวิทยาศาสตร์ว่า เป็นวิชาที่จะอธิบายการเกิดปรากฏการณ์ตามธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้น บอกสาเหตุของการเกิด ผลของการเกิด เรามาลองดูว่า ประเพณีการลอยกระทงมีวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ผมจะลองยกตัวอย่างให้เห็นเพื่อให้เกิดแนวคิดให้คุณไปค้นคว้าต่อไปนะครับ 

    1. กระทงลอยน้ำ เริ่มจากสิ่งนี้ก่อนก็แล้วกัน เพราะหัวใจหลักของการลอยกระทงก็คือการลอย เพราะคำว่า “ลอยกระทง” หมายถึงเราต้องทำกระทงให้ลอยน้ำให้ได้ ประเพณีของไทยก็จะสอนเราว่า กระทงทำมาจากต้นกล้วยแล้วประดับตกแต่งให้สวยงามตามแต่ใครจะมีจินตนาการ กำลังความคิด ระยะเวลา และการตั้งใจทำ ถ้าหากทำแล้วสวยงาม คนทำก็ชื่นใจ ทีนี้มาว่าการลอย กระทงจะลอยน้ำได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของกระทง(วิทยาศาสตร์ใช้คำว่า มวล) และปริมาตรของกระทง ถ้าหากนำค่าของน้ำหนักกระทงมาหารปริมาตรของกระทงแล้วมีค่าน้อยกว่า 1 กระทงนั้นก็จะลอยน้ำได้ แต่ถ้าทำให้กระทงนั้นหนักมากในขณะที่ปริมาตรน้อย เมื่อหาค่าออกมามากกว่า 1 กระทงนั้นก็จะจมน้ำลงไป อดลอยกระทง เราก็เลยจะเห็นว่า เวลาเขาทำกระทงเขามักจะใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบาเป็นหลัก คงกลัวมันจะจมกระมัง

    2. ลอยแต่คว่ำ หลายคนประสบกับปัญหาทำกระทงขึ้นมาแล้วมันเกิดคว่ำ แต่ไม่จมลงในน้ำ นั่นเพราะเกิดจากความสมดุลนั่นเอง ความสดดุลของกระทงก็คือ จุดศูนย์ถ่วง ในทางวิทยาศาสตร์ อธิบายง่ายๆ ว่า จุดศูนย์ถ่วงของกระทงนั้น เป็นเหมือนจุดรวมน้ำหนักทั้งหมดของกระทง ถ้าจุดศูนย์ถ่วงนั้นอยู่ที่ขอบกระทง กระทงของเราก็จะตะแคงด้านขอบนั้นลงเราก็จะเห็นกระทงคว่ำลง ถ้าจุดศูนย์ถ่วงอยู่ที่ด้านบนส่วนที่เราตกแต่ง เมื่อมันคว่ำก็จะตีลังกากลับด้านทันที แต่ถ้าจุดศูนย์ถ่วงอยู่ในฐานกระทงพอดี มันก็จะลอยไปได้ด้วยดี ข้อนี้ต้องคำนึงถึงความสมดุลของน้ำหนักแต่ละด้านของกระทงเป็นหลักล่ะครับ

    3. การไหลไปตามลำน้ำ มีความเป็นวิทยาศาสตร์ตรงส่วนที่เป็นการเคลื่อนที่ของแรงของน้ำ นั่นคือเมื่อน้ำเคลื่อนที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ โมเลกุลของน้ำก็จะเคลื่อนที่ไป เมื่อเราวางกระทงลงบนโมเลกุลของน้ำ(วางลงน้ำ)น้ำจึงพากระทงไปด้วยนั่นเอง ถ้าเราไปวางในน้ำนิ่ง กระทงก็ไม่ไปอยู่แล้ว ข้อนี้หลายคนบอก ใครๆ ก็รู้ แต่ถามว่ารู้แล้วอธิบายได้หรือเปล่าว่าวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องอย่างไร ประเด็นอยู่ตรงนี้ต่างหาก

    (เพิ่มเติม…)

    สัตว์ทะเล

    Written on ตุลาคม 31st, 2009 by editor_aeno shouts

              ปลากระเบนนกเป็นปลารูปร่างแปลก เพราะมีปีกเรียวแหลมตอนปลายคล้ายปีกนก เมื่อกางปีกทั้งสองออกวัดได้ยาวถึงสองเมตร หางยาวสามเมตร   ไม่มีเงี่ยงที่หาง ปลากระเบนนกปกติอาศัยอยู่ที่พื้นท้องทะเล แต่จะออกหาอาหารที่ผิวทะเลด้วยโดยไปด้วยกันเป็นฝูงใหญ่เป็นสิบหรือร้อยตัว กินหอย ปู และกุ้งเป็นอาหาร ท่าว่ายน้ำของปลานี้น่าดูมากเพราะมันจะโบกปีกขึ้นลงไปมา เหมือนนกขยับปีกขณะบินอยู่ในอากาศ และอาจนอนหงายว่ายน้ำอ้าปากกว้างไล่งับฝูงเคยอีกด้วย

    ปิโตรเลี่ยม

    Written on ตุลาคม 31st, 2009 by editor_aeno shouts

     

                    น้ำมันพืชชนิดต่างๆ ได้แก่ เมล็ดเรฟ (rape seed, เป็นพืชน้ำมันมีมากแถวยุโรปและอเมริกา) ทานตะวัน งา ฝ้าย ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ละหุ่ง สบู่ดำ มะพร้าว ปาล์ม และน้ำมันเหลือใช้หลังการปรุงอาหารจากภัตตาคาร และร้านอาหารประเภท fast-food เช่น McDonald’s, Burger King และ Kentucky Fired Chicken มาเข้ากระบวนการเปลี่ยนแปลงทางเคมีเป็น methyl ester ethyl ester หรือ butyl ester หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ไบโอดีเซล” ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงแทนปิโตรเลียมดีเซลในสัดส่วนผสมต่างๆ ได้โดยไม่เกิดผลกระทบต่อระบบต่างๆ กับเครื่องยนต์ดีเซล แม้จะใช้เป็นระยะสั้นและหรือยาว การใช้ไบโอดีเซลเป็นเชื้อเพลิงจะไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายได้โดยกระบวนการทางชีวภาพ และเกิดมลพิษทางอากาศน้อยกว่าน้ำมันดีเซล เป็นต้น (อ้างอิง Zhang et al., 1988; Sims, 1985,; Wagner et al., 1984; Goering et al., 1982; Kautman and Ziejewski, 1984, Quick and woodmore, 1984; Mora 1985; Melville, 1987 Mosgrove, 1987; Fort et al.,1982; DOE,2000)

    ดาราศาตร์ สำหรับช่วงชั้นที่ 1-4

    Written on ตุลาคม 31st, 2009 by editor_aeno shouts

     

              ดาราศาสตร์ (Astronomy) คือ วิชาวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับการสังเกตและอธิบายธรรมชาติของดาวและวัตถุท้องฟ้า ศึกษาต้นกำเนิด วิวัฒนาการ สมบัติทางกายภาพและทางเคมี ของวัตถุต่าง ๆ รวมทั้งปรากฏการณ์ธรรมชาติที่สามารถสังเกตการณ์ได้ในท้องฟ้า เช่น อุปราคา ดาวหาง ดาวตก เป็นต้น

              ดาราศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์สาขาหนึ่งในจำนวนไม่มากนักที่นักสมัครเล่น ยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการค้นพบและเฝ้าสังเกตปรากฏการณ์ต่าง ๆ อาทิ ดาวหาง การเปลี่ยนแปลงความสว่างของดาวแปรแสง บางคนอาจเข้าใจผิดโดยการนำดาราศาสตร์ไปปะปนกับโหราศาสตร์ หรือคิดว่าสองอย่างนี้เป็นสิ่งเดียวกัน แม้ว่าศาสตร์ทั้งสองจะมีจุดกำเนิดร่วมกัน แต่ปัจจุบันมีความแตกต่างกันอย่างมาก นักดาราศาสตร์ใช้ระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ แต่นักโหราศาสตร์ใช้หลักสถิติทางคณิตศาสตร์ คำนวณความน่าจะเป็น

    เรื่องที่เก่ากว่า