Archive for the ‘การงานอาชีพ เทคโนฯ’ Category:
Written on พฤศจิกายน 10th, 2009 by editor_aeno shouts
ในภาวะปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่ทำให้เราต้องเลือกกิน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้าสู่ร่างกายแล้วย่อมมีผลตามมาทั้งสิ้น อาหารชนิดเดียวกันบางครั้งก็มีทั้งคุณทั้งโทษ วันนี้horapa.comขอแนะนำผลไม้ที่ใช้ล้างพิษในร่างกายค่ะ ผลไม้เหล่านี้หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดทั่วไปและราคาไม่แพงด้วยค่ะ
แอปเปิ้ล
เป็นผลไม้ที่ดีที่สุดสำหรับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย สารเปกตินในแอปเปิ้ลจะช่วยนำสารพิษไปกำจัดทิ้ง ทั้งยังป้องกันไม่ให้โปรตีนในลำไส้เกิดการบูดเน่า แอปเปิ้ลยังมีเส้นใยมากจะทำหน้าที่เป็นไม้กวาด ทำความสะอาดลำไส้ช่วยให้ตับและระบบย่อยทำงานได้ดียิ่งขึ้น กระตุ้นน้ำย่อย นอกจากนี้ยังมีวิตามินและเกลือแร่ และยังเหมาะกับผู้ที่กำลังลดน้ำหนักอีกด้วยค่ะ
องุ่น
เป็นสารฟอกล้างสำหรับผิวหนัง ตับ ลำไส้และไตโดยเฉพาะ เนื่องจากองุ่นมีคุณสมบัติรักษาน้ำมูกที่จะออกมาจากเยื่อเมือกต่างๆในร่างกาย องุ่นยังให้พลังงานสูงและนำไปใช้ได้ง่าย เกลือแร่อุดม ดังนั้นจึงช่วยบำรุงเลือดและซ่อมสร้างเซลล์ในร่างกาย
(เพิ่มเติม…)
Written on พฤศจิกายน 10th, 2009 by editor_aeno shouts
ตั้งแต่มนุษย์เริ่มทำการเพาะปลูกมานั้น ผักเป็นที่ชื่นชอบเนื่องจากมีวิตามินและแร่ธาตุมากมาย อย่างไรก็ดีในฤดูหนาวเมื่อการเพาะปลูกไม่เอื้ออำนวยจึงได้นำไปสู่การพัฒนาการการถนอมอาหารโดยวิธีการหมักดอง กิมจิซึ่งเป็นผักดองชนิดหนึ่งจึงถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 7
กำเนิดการใช้พริกเผ็ดป่น
แรกทีเดียว กิมจิเป็นผักดองเค็มดีๆนี่เอง แต่ในระหว่างศตวรรษที่ 12 ได้มีการทำกิมจิในรูปแบบใหม่ที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศและเครื่องปรุงรสและในศตวรรษที่ 18 พริกเผ็ดป่นก็ได้มาเป็นส่วนผสมที่สำคัญของกิมจิในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องขอขอบคุณการนำเอากะหล่ำปลีเข้ามาในศตวรรษที่ 19 มาทำเป็นกิมจิซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในปัจจุบันนี้
ที่มาของชื่อกิมจิ
เป็นที่น่าสงสัยกันมาตลอดว่าชื่อกิมจินี้คงมาจากคำว่าชิมเช (Shimchae) (ผักดองเค็ม) แต่ด้วยสำเนียงที่เปลี่ยนไป ก็จะกลายเป็น: ชิมเช – คิมเช – กิมเช – กิมจิ
กิมจิในสมัยโบราณ
เป็นการยากที่จะพิสูจน์ขบวนการการพัฒนากิมจิในสมัยโบราณเพราะการบันทึกทางประวัติศาสตร์ในสมัยนั้นแทบจะไม่มีเลย เราเพียงแต่สันนิษฐานเอาว่าใช้วิธีการนำผักมาดองเกลือเพื่อที่จะเก็บรักษาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้เท่านั้น
กิมจิในสมัยอาณาจักรโคเรียว
แม้จะไม่มีการบันทึกแน่ชัดลงไปว่ามีการพบกิมจิในสมัยก่อน กะหล่ำปลีได้ถูกกล่าวถึงในตำรายารักษาโรคทางภาคตะวันออกเรียกว่า ฮันยักกูกึบบัง (Hanyakgugeupbang) มีกิมจิสองชนิดคือ กิมจิ-จางอาจิ (Kimchi-jangajji) (หัวไชเท้าฝานเป็นแผ่นดองด้วยซอสถั่วเหลือง) และ ซุมมู โซกึมชอลรี (Summu Sogeumjeori – หัวไชโป๊) สมัยนี้กิมจิเริ่มได้รับความสนใจว่าเป็นอาหารแปรรูปที่ชื่นชอบโดยไม่คำนึงถึงฤดูกาลและการเก็บรักษาในฤดูหนาว สงสัยกันว่าการพัฒนาให้มีรสชาติในสมัยนั้นคือการทำกิมจิให้มีรสจัดจ้าน
กิมจิในสมัยโชซอน
หลังจากที่ได้มีการนำผักจากต่างประเทศเข้ามา กะหล่ำปลีใช้เป็นผักหลักในการทำกิมจิโดยทั่วไป ต้นศตวรรษที่ 17 (หลังจากที่ถูกญี่ปุ่นรุกรานในปี ค.ศ. 1592) มีการนำเข้าพริกจากประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นราว 200 ปี พริกได้ถูกใช้เป็นส่วนผสมอย่างหนึ่งของกิมจิ ดังนั้นราวปลายสมัยโชซอนสีของกิมจิจึงกลายมาเป็นสีแดง
กิมจิในราชสำนักโชซอน
ตามปกติมีกิมจิสามชนิดที่ได้ถูกนำขึ้นมาถวายต่อกษัตริย์ในราชวงศ์โชซอน ได้แก่กะหล่ำปลีล้วน ชอทกุกจิ (Jeotgukji) เป็นกิมจิที่ผสมด้วยปลาหมักจำนวนมาก กิมจิหัวไชเท้า หรือ คักดูกิ (kkakdugi) และกิมจิน้ำตำราอาหารของโชซอน คือ โชซอน มูซางซานชิก โยรีเจบ็อบ (Joseon massangsansik yorijebeop) อธิบายการทำ ชอทกุกจิดังนี้:
1) ขั้นตอนแรกหั่นกะหล่ำปลีและหัวไชเท้าที่ล้างสะอาดแล้วเป็นชิ้นเล็กๆแล้วหมักเกลือ
2) นำมาผสมกับพริกแดงสับ กระเทียม ดรอบวอท (มินาริ -minari) ใบมัสตาด และสาหร่ายทะเล
3) ต้มปลาหมักแล้วทิ้งไว้ให้เย็น
4) ผสมน้ำปลาต้มกับเครื่องปรุงทั้งหมด
5) นำไปหมักในหม้อแล้วปล่อยทิ้งไว้จนได้ที่
แม้หัวไชเท้าและน้ำจะเป็นวัตถุหลักในการทำกิมจิน้ำ (dongchimi) ยังมีเครื่องปรุงหลายอย่างใช้ในการเพิ่มรสชาติสำหรับราชสำนักโชซอน หัวไชเท้าที่นำไปทำกิมจิน้ำจะต้องมีรูปทรงที่ดีและจะต้องล้างและหมักด้วยเกลือก่อนที่จะนำไปหมักในไหฝังดิน มีเกร็ดเล็กน้อยว่ากษัตริย์โกชอง (Gojong) กษัตริย์องค์รองสุดท้ายของโชซอน โปรดก๋วยเตี๋ยวเย็นผสมในกิมจิน้ำพร้อมด้วยน้ำซุปเนื้อเป็นอาหารมื้อค่ำในฤดูหนาว ดังนั้นจึงมีการทำกิมจิน้ำตำหรับพิเศษโดยมีลูกแพร์เป็นส่วนผสมใช้ทำก๋วยเตี๋ยวเย็นโดยเฉพาะ
กิมจิสมัยใหม่
มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์พบว่ากิมจิเป็นอาหารบำรุงอย่างดีและมีนักโภชนาการทั้งหลายยังได้แนะนำให้เป็นอาหารในอนาคตสำหรับการบริโภคทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้นกิมจิจึงเป็นสินค้าส่งออกไปยังประเทศต่างๆที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ชาวเกาหลีที่เดินทางเข้าประเทศจีน รัสเซีย และ เกาะฮาวาย และ ญี่ปุ่น เป็นคนแรกที่แนะนำกิมจิและรับประทานกิมจิเป็นเครื่องเคียงและค่อยๆเป็นที่นิยมขึ้นเรื่อยๆในหมู่ชาวต่างชาติ ด้วยประการฉะนี้จะพบกิมจิได้ในที่ที่มีชาวเกาหลีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกาและญี่ปุ่นซึ่งมีชาวเกาหลีมากมาย กิมจิบรรจุกล่องหาได้ง่าย แต่ก่อนการผลิตและการบริโภคกิมจิจะอยู่ในสังคมชาวเกาหลีเท่านั้น แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นอาหารของโลกไปแล้ว
ทำไมกิมจิถึงได้มีการพัฒนาในประเทศเกาหลี
ในโลกนี้มีอาหารประเภทผักหมักดองไม่กี่ชนิด เหตุผลเป็นไปได้ว่ากิมจิได้รับการพัฒนาเป็นอาหารหมักขึ้นชื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเกาหลีมีดังนี้:
1) ผักต่างๆเป็นที่นิยมของคนโบราณในประเทศเกาหลี การผลิตที่สำคัญคือการเกษตรกรรม
2) ชาวเกาหลีมีวิธีการที่น่าทึ่งในการหมักปลาเพื่อใช้เป็นเครื่องปรุงรส
3) กะหล่ำปลี (Brassica) ซึ่งเหมาะในการทำกิมจิมีปลูกอยู่ทั่วไป
มีการบอกเล่ากันมาว่าการพัฒนากิมจิมีรากฐานมาจากสมัยนิยมการถือครอบครองที่ดินสำหรับพระซึ่งเริ่มมีมาก่อนสมัยของสามอาณาจักรบนคาบสมุทรเกาหลี เนื่องจากฤดูหนาวอันหนาวเหน็บนั้น ผู้คนในสมัยนั้นจำต้องรู้วิธีการถนอมอาหารประเภทผักเพื่อเก็บรักษาไว้
(เพิ่มเติม…)
Written on พฤศจิกายน 10th, 2009 by editor_aeno shouts
ในช่วงเทศกาลต่าง ๆ ของจีน ขนบธรรมเนียมประเพณีด้านอาหารการกินของจีนมีลักษณะพิเศษมาก เทศกาลตรุษจีน และ เทศกาลไหว้พระจันทร์ เป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดในรอบปีตามขนบประเพณีของจีน ขนมอี๋ บ๊ะจ่าง และ ขนมไหว้พระจันทร์ เป็นอาหารที่ใช้ในการเฉลิมฉลอง ๓ เทศกาลดังกล่าวนี้ จึงถูกเรียกว่าเป็นอาหารเทศกาลสำคัญ ๓ อย่าง ต่อไปจะแนะนำสิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับ ขนมอี๋ บ๊ะจ่าง และ ขนมไหว้พระจันทร์
เทศกาลตรุษจีนเป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดของชาวจีน การฉลองเทศกาลตรุษจีนมีขนบประเพณีด้านอาหารการกินที่เป็นชุด ส่วนขนม อี๋ที่ใช้ในการฉลองเทศกาลโคมไฟในวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือนอ้ายตามปฏิทินจันทรคตินั้นเป็นอาหารรั้งท้ายใน ประเพณีการกินในการเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ ในวันนี้ แต่ละ ครอบครัวต้องรับประทานขนมอี๋ ชาวภาคใต้และชาวภาคเหนือของจีนเรียกขนมอี๋ต่างกัน ชาวภาคใต้เรียกขนมอี๋ ว่า ทังหยวน ส่วนชาวภาคเหนือเรียกขนมอี๋ว่าหยวนเซียว นอกจากนี้ วิธีการทำหยวนเซียว และ ทังหยวนก็ต่างกัน
วิธีการทำ หยวนเซียวในภาคเหนือของจีนคือ นำถั่วลิสง น้ำตาลทรายและถั่วเขียวสุกที่บดให้ละเอียดมาผสมเป็นไส้ถั่ว แล้วนำไส้ถั่วเหล่านี้มาปั้นให้เป็นเม็ดกลม ๆ และจุ่มน้ำ หลังจากนั้น วางไส้เม็ดกลมเหล่านี้ลงในบุ้งกี๋ที่มีแป้งข้าวเหนียว แล้วเขย่าบุ้งกี๋ ทำให้ไส้เม็ดกลมเคลือบด้วยแป้งข้าวเหนียว จนกลายเป็นลูกกลมที่มีขนาดเล็กกว่าไข่ไก่เล็กน้อย เพียงเท่านี้ก็เป็นขนม หยวนเซียวเรียบร้อย ในยุคปัจจุบัน ผู้คนมีธุระการงานมาก ส่วน มากไม่ได้ทำ ขนมหยวนเซียวด้วยตนเอง แต่ไปซื้อ ขนมหยวนเซียวสำเร็จรูปตามตลาด เมื่อ เทศกาลโคมไฟมาถึง ตามถนนใหญ่หรือตรอกเล็กซอยน้อย จะเห็นมีพ่อค้าแม่ค้าตั้งแผงลอย และใช้บุ้งกี๋ขนาดใหญ่ผลิต และจำหน่ายขนมอี๋ ที่กรุงปักกิ่ง ขนมอี๋ของ ร้านยี่ห้อ เต้าเซียงจูน และ ร้านยี่ห้อ กุ้ยเซียงจูนได้รับความนิยมจากชาวปักกิ่งมากที่สุด
(เพิ่มเติม…)
Written on พฤศจิกายน 10th, 2009 by editor_aeno shouts
นมถั่วเหลือง…ดีจริงๆ
ในรายการเครื่องดื่มยามเช้ายอดนิยมของคนกรุงยุคนี้ นมถั่วเหลืองเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มจากธัญพืชที่ได้ถูกบรรจุไว้ในอันดับต้นๆ ของความนิยม เราจะพบเห็นการค้าขายได้ทั่วไปในยามเช้า และปัจจัยหนุนที่สำคัญต่อการขยายตัวของตลาดนมถั่วเหลืองคือ กระแสความสนใจในเรื่องการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ และผลงานวิจัยที่ยืนยันถึงการบริโภคผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและมะเร็ง ซึ่งดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ให้ความสนใจในสุขภาพ ก็มีความชื่นชอบและรับประทานเป็นประจำ
หลายท่านคงทราบถึงประโยชน์อันมหัศจรรย์ของนมถั่วเหลือง และดิฉันก็เห็นว่านมถั่วเหลืองก็เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคนรักสุขภาพแทนการดื่มนมวัว แต่ก็ยังมีข้อมูลบางอย่าที่ดิฉันเริ่มสนใจว่า…จริงๆ แล้วถั่วเหลือง มีประโยชน์ที่แท้จริงอะไรที่ทำให้หลายคนสนใจที่จะบริโภค…ดิฉันได้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า…
(เพิ่มเติม…)
Written on พฤศจิกายน 10th, 2009 by editor_aeno shouts
นวัตกรรมใหม่ล่าสุด “โปรแกรมเว็บพูดได้” คนไทยคิด หนึ่งเดียวในประเทศ เว็บไหนติดตั้งโปรแกรม ผู้เข้าชมคลิกทีเดียวมีคำพูดอธิบาย เหมือนมีเลขาฯ ส่วนตัวอ่านให้ฟัง
ผู้คิดค้นชี้จะช่วยผู้สูงอายุและคนต่างชาติให้รับข้อมูลได้ง่ายขึ้นไม่ต้องมานั่งเพ่ง เหมาะสำหรับเว็บหนังสือพิมพ์และเว็บบริการข้อมูลต่างๆ
นายพุฒิพันธ์ พลยานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีพีเอ อินโนเวชั่น จำกัด เผยว่า ทางบริษัทได้มีการพัฒนาโปรแกรมต่างๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ออกมามากมาย ซึ่งโปรแกรมที่เป็นที่สนใจ ได้แก่ โปรแกรมตรวจจับป้ายทะเบียนรถไทยอัจฉริยะ และโปรแกรมคอมพิวเตอร์พูดได้ภาษาไทย ซึ่งหลังจากนั้นทางบริษัทก็ได้มีการพัฒนาระบบต่างๆ เพื่อสร้างความสะดวกสบายสำหรับคนใช้คอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้มีการคิดค้นนวัตกรรมตัวใหม่คือ เว็บพูดได้ ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าแรกในประเทศไทย
(เพิ่มเติม…)
Written on พฤศจิกายน 10th, 2009 by editor_aeno shouts
ตามปกติเราทราบกันถึงความสำคัญของอาหารหลัก 5 หมู่ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่ และไขมัน รวมทั้งพอจะทราบว่าต้องรับประทานอาหารให้หลากหลาย และครบทุกหมู่ในแต่ละมื้ออาหาร เพื่อที่ร่างกายจะได้แข็งแรงและมีสุขภาพที่ดี แต่นอกจากสารอาหารหลักดังกล่าว ยังมีสารอาหารประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญต่อร่างกายไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในด้านเพิ่มประสิทธิภาพในการขับถ่ายและลดน้ำหนัก ซึ่งหลายคนคงคุ้นเคยกับชื่อของ เส้นใยอาหาร หรือ ไฟเบอร์ (Fiber) กันเป็นอย่างดี
เส้นใยอาหาร หรือ ไฟเบอร์ เป็นสารประกอบน้ำตาลเชิงซ้อนที่มีโมเลกุลใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของพืช ผักและผลไม้ที่รับประทานได้ แต่น้ำย่อยในร่างกายของคนเราไม่สามารถย่อยและนำไปใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งเมื่อผ่านลำไส้ใหญ่ บางส่วนจะถูกย่อยโดยจุลินทรีย์ ทำให้กลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทนไฮโดรเจน น้ำและกรดไขมันสายสั้นๆ ซึ่งจะถูกดูดซึมเข้าร่างกาย ด้วยเหตุนี้เองใยอาหารจึงมีผลต่อการทำงานของลำไส้ และการดูดซึมสารอาหารต่างๆ ในทางเดินอาหาร
(เพิ่มเติม…)
Written on พฤศจิกายน 9th, 2009 by editor_aeno shouts
กาละแม ขนมไทยอีกชนิดหนึ่งที่ในสมัยก่อน ยายจำได้ ว่า นานทีปีหนถึงจะได้ลิ้มลองสักครั้ง เพราะจะกวนเฉพาะ ช่วงงานบุญใหญ่ หรือสารทไทยเท่านั้น สาเหตุก็คงจะมา จากขนมแบบนี้จะต้องใช้คนหลายคนทำ ช่วยกันคนละไม้ คนละมือ ถึงจะกวนขนมที่เหนียวหนึบนี้ให้อร่อยได้ นึก แล้วก็น้ำลายไหล อยากกินขึ้นมาตะหงิด ๆ เสียแล้ว น่าเสีย ดายที่กาละแมรสชาติดี ๆ เดี๋ยวนี้หายากเหลือเกิน
ส่วนผสม
กาบมะพร้าวเผา 1/2 ผล
แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วยตวง
แป้งถั่ว 1 ช้อนโต๊ะ
หัวกะทิ 1/2ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 1/4ถ้วยตวง
วิธีการทำ
ตำถ่านมะพร้าวให้แหลกบาง ๆ เติมน้ำลงไปแล้วกรองด้วย ผ้าขาวบางให้ได้น้ำถ่านสีดำ 2 ถ้วยตวง
ผสมแป้งทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันในกระทะทอง เติมน้ำถ่าน ลงไปทีละน้อย แล้วนวดไปเรื่อย ๆ จนแป้งเนียน เติมต่อ จนหมดผสมหัวกะทิและน้ำตาลทราย
ตั้งไฟกวนไปจนเหนียว จับกันเป็นก้อนและล่อนจาก กระทะ เมื่อล่อนออกมาแล้วกวนต่ออีก 2-3 นาที เพื่อให้ แห้งมาก ๆ ยกกระทะลง
เทขนมลงถาดที่ทาน้ำมันมะพร้าว (เคี่ยวใหม่ ๆ หรือน้ำมัน พืชที่ใช้ทำอาหาร) เกลี่ยให้เรียบเสมอกัน พักไว้จนเย็น สนิท จึงตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมพอดีคำแต่งหน้าด้วยถั่วเขียวคั่ว
กลเม็ดเคล็ดลับ
กาละแมใช้ได้ทั้งน้ำตาลทรายขาวและน้ำตาลปึก ถ้าใช้น้ำตาล ปึก จะให้กลิ่นหอมกว่า กาละแมเม็ด ใช้ข้าวสารเหนียวกวนแทน แป้ง โดยต้มข้าวเหนียวกับน้ำ 3 ถ้วยจนข้าวเหนียวสุกดีแล้ว จึงใส่ เครื่อง ปรุงอื่นลงไปกวนด้วยจนแห้ง
ถ้าจะห่อด้วยใบตองรัด ให้เจียนตองรีดแผ่นกว้างประมาณ 4 เซนติเมตร ให้หัวท้ายเรียว ตัดกาละแมเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ สัก 1 คูณ 1 คูณ 1 เซนติเมตร แล้วห่อเป็นคำ ๆ กลัดด้วยไม้กลัดแหลม ตามขนาด
กาละแมเนื้อควรเนียนสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม อยู่ตัวเป็นก้อน หรือแท่งตามรอยตัด เนื้อควรนุ่มเหนียวแต่ไม่ควรเหนียวเหนอะ รสหวานมัน หอมกลิ่นน้ำตาลไหม้เล็กน้อย
Written on พฤศจิกายน 9th, 2009 by editor_aeno shouts
วิธีการถ่ายโอนข้อมูลเป็นการส่งสัญญาณออกจากเครื่องและรับสัญญาณเข้าไปในเครื่อง การถ่ายโอนข้อมูลสามารถจำแนกได้ 2 แบบ คือ
1. การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน
การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกทีละ 1 ไบต์ หรือ 8 บิตจากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ อุปกรณ์ตัวกลางระหว่างสองเครื่องจึงต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง เพื่อให้กระแสไฟฟ้าผ่านโดยมากจะเป็นสายสัญญาณแบบขนาน ระยะทางของสายสัญญาณแบบขนานระหว่างสองเครื่องไม่ควรยาวเกิน 100 ฟุต เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาสัญญาณสูญหายไปกับความต้านทานของสาย นอกจากนี้อาจมีปัญหาที่เกิดจากระดับไฟฟ้าสายดินที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณทางฝ่ายรับ
นอกจากแกนหลักแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีก เช่น บิตพาริตี ที่ใช้ในการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทางหรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ (hand-shake)

(เพิ่มเติม…)
Written on พฤศจิกายน 9th, 2009 by editor_aeno shouts
หากผู้ใช้มีความคิดที่จะนำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาต่อเป็นระบบ โดยใช้ขีดความสามารถเดิมที่มีอยู่ สามารถทำได้ด้วยวิธีการง่าย ๆ ดังนี้
1) การต่อเชื่อมผ่านช่องทาง COM1 COM2 และ LPT
เป็นวิธีที่นำคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ต่อผ่านช่องทาง COM1 หรือ COM2 เพื่อการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างนั้น ในกรณีนี้ใช้โปรแกรมอรรกประโยชน์ (utility program) บางตัวก็สามารถสำเนาแฟ้มข้อมูลระหว่างกัน หรือส่งออกไปยังเครื่องพิมพ์ร่วมกันได้ รูปแบบการต่อระบบโดยอาศัย COM1 COM2 และ LPT แสดงดังรูป
(เพิ่มเติม…)
Written on พฤศจิกายน 9th, 2009 by editor_aeno shouts

บรรดาผู้ที่ติดตามข่าวคราวทางสุขภาพคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า An apple a day keeps the doctor away ซึ่งเปรียบสรรพคุณของแอปเปิลว่า การรับประทานแอปเปิลเพียงวันละผลสามารถทำให้ห่างไกลจากหมอหรือไม่ต้องไปหาหมอ ทั้งนี้เนื่องมาจากมีงานวิจัยหลายชิ้นกล่าวถึงประโยชน์มากมายของแอปเปิล ทั้งบำรุงหัวใจ ลดโคเลสเตอรอล ลดความดัน ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด ลดความอยากอาหารและต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจช่วยลดการถูกโรคร้ายทั้งหลายคุกคาม และล่าสุดพบว่าการดื่มน้ำแอปเปิลยังอาจช่วยเสริมความจำและป้องกันภาวะสมองเสื่อม หรือโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุได้
จากการศึกษาวิจัยในสัตว์ทดลองของ University of Massachusettse Lowell (UML) เผยว่าการดื่มน้ำแอปเปิลอาจช่วยเพิ่มการสร้างของสารสื่อประสาทในสมองที่มีชื่อว่า อะซีทิลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งเป็นตัวกำหนดความสามารถในการเรียนรู้และความทรงจำ จึงช่วยชะลอภาวะสมองเสื่อมได้ ปกติแล้วสารสื่อประสาททั้งหลาย รวมทั้งสารอะซีทิลโคลีน เป็นสารเคมีที่ถูกสร้างและหลั่งมาจากเซลล์ประสาทเพื่อส่งต่อไปยังเซลล์ประสาทข้างเคียง เหมือนเป็นการส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาทด้วยกัน ในการควบคุมการทำงานของทุกส่วนในร่างกาย ตั้งแต่การนั่ง นอน ยืน เดิน รับประทาน รู้สึกและสัมผัส รวมถึงการนึกคิด
(เพิ่มเติม…)
เรื่องที่เก่ากว่า